เที่ยวพม่า...สัมผัสดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์

ภูเขาโปปา (Mount Popa) กับ มหาคีรีนัต แห่งพุกาม




อีกหนึ่งความอลังการงานสร้างในเมืองพุกามที่พลาดไม่ได้เลย นอกจากการเยี่ยมเยือนทุ่งทะเลเจดีย์นั้น  ยังมีความเด็ดสุดยอดของที่เที่ยวในเมืองพุกามที่ต้องบอกเลยว่า มาถึงพุกามแล้วต้องมาที่นี่ให้ได้


หุบเขาโปปา ตามรอยศรัทธาแห่ง นัต

ที่นี่แหละครับที่เราจะนำเสนอเพื่อนๆในการเดินทางไปเที่ยวเมืองพุกามครับ   ภูเขาโปปา เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วที่มีความสูงประมาณ  4981 ฟุต   อยู่ห่างจากเมืองพุกามไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 50 กิโลเมตรครับ ภูเขามีความสูงมากๆและบนยอดเขาโปปานั้นก็ยังเป็นที่ตั้งของ "วัดตุง คาลัท" (Taung Kalat Temple) วัดพุทธที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองพุกามอีกด้วย  เราจะเห็นยอดเจดีย์เหลืองอร่ามตั้งอยู่บนยอดเขาเวลามองในระยไกลๆครับ


ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกหนึ่งแห่ง ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความสวยงามที่หาชมได้ยากบนเขาโปปาแห่งนี้ รวมถึงเหล่านักศรัทธาในพระพุทธศาสนาทั้งหลายอีกด้วยครับ  ตามความเชื่อดั้งเดิมของประชาชนชาวพม่านั้นเชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่สิงสถิตของบรรดาเทวดาและนัตทั้งหลายนั่นเองครับ

เขาโปปา (Mount Popaชื่อนี้มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่าดอกจำปาครับ เนื่องจากในอดีตบริเวณภูเขาลูกนี้ เคยมีต้นจำปาขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก หรือเรียกอีกชื่อว่า ภูเขาดอกจำปา ก็ได้ครับ




กล่าวจะมาเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์



ภูเขาโปปา ถูกกล่าวถึงในบันทึกประวัติศาสตร์พม่าตั้งแต่ในยุคของการเลือกตำแหน่งสร้างอาณาจักรพุกามนั่นเองครับ ว่า อดีตภูเขาไฟแห่งนี้เป็นเสมือน เขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล และเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเหล่า นัตหรือที่คนพม่าเรียกว่า มินนัตคือ วิญญาณ ภูตผี จากผู้ที่เสียชีวิตด้วยการถูกฆ่านั่นเอง หรือถูกทรมานด้วยวิธีต่างๆ ดวงวิญญาณจึงไม่ไปสู่สุคติ มีทั้งคนธรรมดาและผู้ที่มียศศักดิ์ไปจนถึงกษัตริย์ด้วย

บ่อยครั้งปรากฏกายแสดงอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ กลายเป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้านจึงมีการตั้งศาล และนำรูปปั้นเหมือนจริงตั้งไว้ให้คนกราบไหว้บูชา โดยถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกป้องดูแลบ้านเมือง และยังสามารถขอในสิ่งที่ต้องการได้อีกด้วย

ซึ่งรูปปั้นนัตแต่ละตนนั้นจะสวมเสื้อผ้าสวยงาม บางตนนั่งอยู่บนสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ หงส์ และม้า บางตนก็ถืออาวุธ แตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่ได้รับการกล่าวขาน ตัวอย่างนัตซึ่งหลายคนนิยมกราบไหว้ คือ นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ เหมาะสำหรับคนใจร้อนอยากได้โชคลาภแบบทันใจนั่นเองครับ

เมื่อพระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งราชวงศ์พุกาม นำศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจากมอญเข้าสู่พม่า ความเชื่อเรื่องนัตจึงถูกผสมผสานเข้ากับศาสนาพุทธ นัตจึงถูกยกระดับให้เป็นนัตหลวง โดยพระองค์ได้ทำการตั้งศาลนัตหลวงขึ้นที่เขาโปปาแห่งนี้ หรือเรียกว่า “มหาคีรีนัต” มีทั้งหมด 37 องค์ 

ขอบคุณบทความดีๆจาก  travel.mthai.com สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของภูเขาโปปาแห่งนี้ครับ





นักแสวงบุญมากมายต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อสัก สักการ บูชาบรรดานัตทั้งหลายในช่วงคืนพระจันทร์เต็มดวง คือ ช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน และช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม ช่วงนี่ถือเป็นช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากๆ ครับ

ภูมิทัศน์โดยรอบภูเขาไฟโปปา เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุและลำธารเล็กๆ ราว 200 แห่ง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าขึ้นไปตามทางเดินขั้นบันไดที่มีมากถึง 777 ขั้น และจากยอดเขานักท่องเที่ยวยังสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเมืองพุกามและแม่น้ำอิระวดีได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

เมื่อมองด้วยสายตาแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครสักคนมาสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาที่สูงได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่พลังแห่งศรัทธาที่แรงกล้าจริงๆครับ และคงจะเป็นไปไม่ได้อีกเหมือนกันถ้าจะไม่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดยอดแบบนี้แก่เพื่อนๆนักเที่ยว อย่าได้พลาดโอกาสที่จะมาเยือนที่นี่อย่างเด็ดขาดครับ เมื่อเพื่อนๆได้มาเหยียบแผ่นดินพุกาม





Learn more »

พระอึดอัด ในวิหารมนูหะ (MANUHA TEMPLE)



วิหารมนูหะ (MANUHA TEMPLE) หรือ MANUHA PHAYA แห่ง เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิหารที่ใครหลายๆคนต้องตามไปดูความอึดอัดของพระพุทธรูปที่นี่กันครับ หรือจะเรียกว่า “พระอึดอัด” เหมือนที่หลายท่านที่เดินทางไปเยือนพม่ามักจะเรียกกันนั่นเอง

วิหารมนูหะ (Manuha Phaya) กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจไปอีกหนึ่งที่สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองพุกามครับ นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะคงไม่มีที่ไหนอีกแล้วครับที่สร้างพระพุทธรูปให้ได้น่าอึดอัดขนาดนี้





เรื่องเล่าตามตำนาน

พระเจ้ามนูหะ  กษัตริย์ของมอญได้สร้างวิหารแห่งนี้ขึ้น เมื่อพระองค์ตกเป็นเชลยของพระเจ้าอโนรธา เมื่อครั้งที่พระเจ้าอโนรธาเข้าตีเมือง เมืองสะเทิม เมืองหลวงของชาวมอญ แล้วกวาดต้อนผู้คนมาที่พุกาม เมื่อปี พ.. 1987 

จากหลักฐานนั้นระบุว่า... พระเจ้ามนูหะและพระอัครมเหสีได้ถูกคุมขังไว้ที่ มยินกาบา ทางใต้ของพุกาม และ ณ ที่นั้น ในปี พ.. 1602 พระเจ้าอโนรธาทรงมีพระราชานุญาติให้พระเจ้ามนูหะ สร้างวัดมนูหะขึ้น เพื่อทรงใช้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศล

กษัตริย์มอญจึงได้ทรงระบายความรู้สึกในพระราชหฤทัยของพระองค์ในระหว่างที่ทรงถูกคุมขัง ด้วยการให้สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่โตมากๆ จนคับวิหาร ขนาบข้างด้วยพุทธสาวก และถูกเรียกขานว่า “พระอึดอัด” มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นการประชดพุกามนั่นเองครับ



ภายในพระวิหาร นั้นประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ 3 องค์ครับ ซึ่งองค์พระพุทธรูปนั้นมีขนาดใหญ่มโหฬาร บริเวณ "พระอุระ" ของพระพุทธรูปมีขนาดโตพองจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่ทับถมในจิตใจของพระองค์ (พระเจ้ามนูหะ(King Manuha) กษัตริย์มอญที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลยศักดิ์อยู่ที่เมืองพุกามพร้อมมเหสี) 

หากเดินเข้าไปตามช่องว่างระหว่างวิหารกับพระพุทธรูปแล้ว จะพบกับพระพุทธรูปปางไสยาสน์อีก 2 องค์ ซึ่งก็ขนาดใหญ่โตไม่แพ้กัน จนทำให้วิหารดูคับแคบลงไปถนัดตาเช่นกันครับ (อะไรจะปานนั้น...!




เรื่องราวจากปากไกด์ในพม่า ได้บอกเล่าว่า ถ้ามองพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ในระยะไกลๆ คือ จากด้านพระบาทของพระพุทธรูปไปยังพระพักต์ จะเห็นเหมือนพระพุทธรูปแย้มพระสรวล (ยิ้ม) แต่เมื่อเดินไปใกล้ๆจะเห็นเหมือนพระพุทธรูปทรงพระกรรณแสง (ร้องไห้) สะท้อนให้เห็นถึงกษัตริย์ผู้สร้าง คือ พระเจ้ามนูหะ(King Manuha) กษัตริย์มอญที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลยนั่นเอง

ปิดท้ายบทความนี้ด้วยภาพที่ให้ความรู้สึกอึดอัด ของ “พระอึดอัด” ในวิหารมนูหะ แห่งอาณาจักรพุกาม  อาณาจักแห่งทุ่งทะเลเจดีย์


ที่มา : oknation.net


Learn more »

เจดีย์ชเวชิกอง (Shwezigon pagoda) ศรัทธาแห่งมหาชนชาวพม่า



อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในดินแดนแห่งทะเลเจดีย์  เมืองพุกามแห่งนี้  เราขอนำเสนอความสวยงามของเจดีย์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานอีกหนึ่งเจดีย์   เรียกได้ว่าเป็น 1 ใน 5 ของมหาเจดีย์ที่ชาวพม่าให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก  ถ้าไม่กล่าวถึงเจดีย์แห่งนี้ก็เห็นจะไม่ได้ครับ


“เจดีย์ชเวชิกอง” (Shwezigon pagoda) 

สำหรับเจดีย์ชเวชิกองแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานมากๆครับ และมีความน่าสนใจไม่น้อยเลย  เมื่อเทียบกับเจดีย์อื่นๆในเมืองพุกามแล้ว เจดีย์แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโนรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900  ปีเศษมาแล้ว แต่เจดีย์แบบศิลปะพม่าของแท้แห่งนี้นั้นได้ถูกสร้างเสร็จในสมัยของกษัตริย์จันสิตธา(King Kyanzittha)นั่นเองครับ  




ศูนย์รวมความศรัทธาแห่งมหาชนชาวพม่า...!

ถ้าว่ากันตามประวัติแล้ว เจดีย์ชเวชิกองนั้นเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้านั่นเองครับ นี่คงอธิบายได้ว่าทำไมชาวพม่าถึงให้ความเคารพนับถือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กันมากมายนัก

ความงามและความยิ่งใหญ่....!

ส่วนองค์เจดีย์นั้น เป็นสีทองเหลืองอร่ามทรงระฆังคว่ำ สูงประมาณ 160 เมตร ภายในนั้นมีหอผีนัต ซึ่งเป็นวิหารยาวที่ตั้งรูปผีหลวงที่ชาวพม่าเคารพนับถือ ในอดีตนั่นเอง เจดีย์แห่งนี้มีความสำคัญของชาวพม่ามาก นั่นก็เพราะชาวพม่า ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงตนเป็นพุทธมามกะตั้งแต่โบราณกาล สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเข้าชมเจดีย์แห่งนี้ ก็คือ ภาพประวัติพุทธชาดกของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏบริเวณผนัง ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆทางศาสนา



อัศจรรย์ 9 อย่างของมหาเจดีย์ชเวชิกอง...!

หนึ่งดูเหมือนว่า ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่จริงๆ อยู่บนพื้นราบเท่ากับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
สองฉัตรบนยอดเจดีย์ปักอยู่บนยอดโดย ไม่มีลวดยึดไว้เลย
สามกระดาษที่ทิ้งลงมาจากยอดเจดีย์ จะไม่ ปลิวออกจากบริเวณเจดีย์
สี่…....เงาของเจดีย์จะไม่เกินออกไปจากฐาน ล่าง
ห้า….ต้นไชยา (พิกุล) ออกดอกตลอดทั้งปี
หกคนจะมานมัสการมากเท่าใดก็ไม่เคยเต็ม รับได้หมด
เจ็ดฝนตกมากๆ แต่น้ำก็ไม่ขังในบริเวณเจดีย์
แปดเมื่อเราตีระฆังด้านขวา ด้านซ้ายจะไม่ได้ยิน
เก้า...เมื่อมีเทศกาลประจำปี ไม่เคยมีใครใส่บาตรได้เป็นคนแรก เพราะถึงจะมาเช้าแค่ไหน แต่ก็จะมีคนใส่บาตรแล้ว (เชื่อว่าเทวดามาใส่ก่อนเสมอ)


นี่คือความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในเจดีย์ศักดิ์สิทธิแห่งนี้ เป็นที่มาของความศรัทธาที่หาคำอธิบายไม่ได้
สำหรับการสักการะพระเจดีย์ชเวซิกองแห่งนี้นั้น ก็เหมือนกับการไหว้ในบ้านเราที่จะต้องเตรียมดอกไม้ ทองคำเปลว และที่สำคัญวัดในพม่าทุกวัด เราต้องถอดรองเท้าและถุงเท้า เพราะชาวพม่าเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้เข้าไปสักการะต้องปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัดครับ

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราคงอธิบายความสวยงามออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ถ้าเพื่อนๆไม่ได้ไปเห็นกับตาตัวเอง และเราคงพูดคำเดิมๆ ย้ำอีกครั้งว่า “ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด” สำหรับความสวยงามของ เจดีย์ชเวชิกองแห่งนี้ครับ




ที่มา : myanmar9.blogspot.com, oceansmile.com


Learn more »

เจดีย์บูพญา (BuPaya bagon) พระอาทิตย์อัสดง ริมน้ำอิรวดี




อีกหนึ่งที่เที่ยว  เมื่อเพื่อนๆเดินทางมาเยือนเมืองพุกาม เมืองท่องเที่ยวของพม่าที่น่าสนใจแห่งนี้   เราขอแนะนำอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมอย่างหนาตามากๆ ด้วยลักษณะของเจดีที่ดูแปลกตามากๆในเมืองพุกามแห่งนี้ ความแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร  ทำให้เจดีย์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเพื่อชมความสวยงามที่แปลกตา

 “เจดีย์น้ำเต้า ไปชมพระอาทิตย์อัสดง

เจดีย์น้ำเต้า ชื่อนี้เป็นเพียงฉายาของเจดีย์ทรงแปลกตาในเมืองพุกาม  ที่มีชื่อว่า  เจดีย์บูพญา เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่ในเมืองพุกาม อยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี กลายเป็นหลักหมายของนักเดินเรือจากอดีตถึงปัจจุบัน ว่ากันว่าถ้าเห็นบูพญาก็หมายความว่าถึงเมืองพุกามแล้ว


ลักษณะเจดีย์ที่ จะเป็นรูปทรงคล้ายน้ำเต้า จึงได้ฉายาว่า เจดีย์น้ำเต้า ซึ่งเป็นรูปทรงเจดีย์ที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อนตั้งอาณาจักรพุกาม  

 “ตามตำนานเล่าขานมาว่า เจดีย์แห่งนี้ได้สร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที 8 ในสมัยอาณาจักรศรีเกษตร โดยพระเจ้าพิวซอว์ธี แต่บ้างก็ว่าน่าจะสร้างในพุทธศตวรรษที่ 16 อีกทั้งรูปร่างของเจดีย์น่าจะเป็นเจตนา หมายถึง ลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ข้างใน” นั่นเองครับ 

ส่วนเจดีย์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2518 เพราะพระเจดีย์องค์เก่านั้นได้พังทลายลงมาอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวครับ

ความน่าสนใจของการเที่ยวชมเจดีย์แห่งนี้นั้นอยู่ที่การชมพระอาทิตย์ขึ้นของนักท่องเที่ยวนั่นเองครับ ทำให้ที่นี่ดูครึกครื้นอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับบรรยากาศของร้านค้ามากมาย ที่อยู่บริเวณรอบๆเจดีย์บูพญาแห่งนี้ด้วยนั่นเอง

สำหรับการเที่ยวชมเจดีย์สวยงามแห่งนี้  เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆที่อยากแนะนำเพื่อนๆครับ นั่นคือวิธีการชมพระอาทิตย์ขึ้นสำหรับการมาเยือนเจดีย์เมืองพุกามครับ

การชมนั้นก็มีหลายวิธีด้วยกัน เพื่อนๆอาจจะเล็งเจดีย์ที่สูงๆหน่อยแล้วปีนขึ้นไปชมก็ได้ครับ  แต่อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจมากๆและขอแนะนำเลยก็แล้วกันครับว่าเป็นการชมความสวยงามที่หาชมได้ยาก และสามารถมองเห็นเจดีย์ได้อย่างเต็มตากันเลยทีเดียว

นั่นบอลลูน....ชมความงามแบบ....พาโนรามา

ก็การนั่งบอลลูนนั่นเองครับ   เพื่อนๆจะได้สัมผัสความสวยงามเหนือพื้นดินเมืองพุกาม  ชมวิวกว้างไกล  ประมาณ 45 นาที โดยมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 250 $ ใครสนใจก็เชิญสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้นได้ครับ

เมืองพุกามแห่งนี้ยังมีความน่าสนใจอีกเยอะที่รอให้เพื่อนๆนักเดินทางได้ลองไปค้นหากันดู เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆ  และที่สำคัญประเทศเมียนมาร์ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งประเทศน้องใหม่แห่งการท่องเที่ยวที่อีกไม่นานจะกลายเป็นคู่แข่งของหลายๆประเทศในอาเซี่ยนเลยก็เป็นได้ครับ





ที่มา : dooasia.com
Learn more »

“มิงกาลาเจดีย์” (Mingala Zedi Pagoda) มงคลเจดีย์ ในวาระสุดท้าย



เมืองพุกามเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ติดอันดับเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศเมียนมาร์หรือพม่าเพื่อนบ้านของเรานี่เองครับ   จนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพุกามได้ให้ฉายาว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์เพราะมีเจดีย์มากกว่า 4000 องค์ด้วยกัน

มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายในเมืองพุกามแห่งนี้ที่เราได้กล่าวไปแล้วในบทความก่อนๆ ซึ่งเพื่อนๆสามารถหาดูได้ในเว็บบล็อกแห่งนี้ครับ แต่ล่ะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้ลองไปสัมผัสกันดูครับ

นอกกำแพงเมืองพุกามออกไป หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในลิสรายชื่อที่เที่ยวต้นๆในเมืองพุกาม และก็เป็นอีกหนึ่งเจดีย์ที่เราจะแนะนำเพื่อนๆกันด้วยครับ

มิงกาลาเจดีย์” (Mingala Zedi Pagoda) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “มงคลเจดีย์” หนึ่งในสถานที่ยอดฮิตในการชมพระอาทิตย์ตกดินและชมทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่ไพรศาลในเมืองพุกาม




ในรัชสมัยของ “พระเจ้านรสีหปติ” กษัตริย์ในลำดับที่ 12 แห่งราชวงศ์พุกาม  ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า พระองค์มีพระอุปนิสัยดุร้าย และไม่เลื่อมใสในพุทธศาสนา แต่ก็ทรงบัญชาให้สร้าง “มิงกาลาเจดีย์” หรือ “มงคลเจดีย์” ตามโบราณราชประเพณี โดยสร้างเลียนแบบมหาเจดีย์ชเวสิกอง ในสมัยพระเจ้าอโนรธามหาราช

พระองค์โปรดให้จารึกไว้ที่เจดีย์แห่งนี้ว่า พระองค์ทรงเป็นจอมทัพผู้บังคับบัญชาไพร่พลขนาดมหึมาถึง 36 ล้านคน เสวยแกงกะหรี่วันละ 300 จาน และทรงมีนางสนม 3,000 คน (รู้สึกว่าจะโอเวอร์ไปหน่อย ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

ในขณะนั้น “กุบไลข่าน” จอมทัพแห่งมองโกลก็กำลังแผ่อิทธิพลลงมาทางจีนตอนใต้ เพื่อผนวกแคว้นยูนนาน พร้อมเรียกร้องให้พุกามส่งบรรณาการไปถวายจอมจักรพรรดิที่ปักกิ่ง แต่ทางพุกามปฏิเสธ มิหนำซ้ำยังสั่งประหารคนนำสารอีกด้วย

ครั้นเมื่อพระเจ้านรสีหปติ ทรงสร้างมิงกาลาเจดีย์ ก็เกิดมีคำทำนายว่า หากสร้างเสร็จจะเกิดหายนะ แต่เมื่อทรงยุติการก่อสร้างไว้ถึง 3 ปี ก็มีเสียงร่ำลือว่าการสร้างเจดีย์ไม่เสร็จถือเป็นอัปมงคลแก่แผ่นดินยิ่งนัก …

ท้ายที่สุด พระเจ้านรสีหปติ ทรงดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จ ระหว่างนั้นทรงรู้อยู่แก่ใจว่า มองโกลต้องลงโทษพระองค์ จึงทรงเตรียมการก่อสร้างกำแพงป้องกันเมืองถึง 3 ชั้น เพราะต้องสร้างอย่างรีบเร่ง พระองค์ถึงกับบัญชาให้รื้ออิฐจากเจดีย์หลายแห่งมาก่อกำแพง ซึ่งแน่นอนว่า พระองค์ไร้ซึ่งความนับถือศรัทธาจากอาณาราษฎรของพุกาม

พุทธศักราช 1826 กองทัพมองโกลรุกเข้าตีอาณาจักรพุกามแตก โดยกำแพง 3 ชั้นมิอาจจะช่วยอะไรได้ พระเจ้านรสีหปติเสด็จหนีออกจากพุกาม จนประชาชนขนานนามว่า “ตโยกะปเยมิน” หรือ กษัตริย์ผู้วิ่งหนีจีน


* สำหรับที่มาของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของเจดีย์แห่งนี้ ต้องขอขอบคุณข้อมูล oknation.net ที่ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ ท่องเจดีย์ไพรใน พุกามประเทศ โดย คุณธีรภาพ โลหิตกุล มาเล่าต่อกันฟังครับ


การเข้าไปชมเจดีย์ก็เหมือนเจดีย์องค์อื่นๆทั่วไป บนทางเดินในชั้นที่สามของเจดีย์ เราพบว่าสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทุ่งเจดีย์ที่แผ่ออกไปกว้างไกล ส่วนอีกด้านหนึ่งเห็นแม่น้ำเอยาวดี ที่มองเห็นทิวเขาได้ในระยะไกล

สำหรับเจดีย์แห่งนี้ได้มีการชำรุดเสียหายไปมาก น่าเสียดายจริงๆ ที่โบราณวัตถุอันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของสถานที่ได้สูญหายไป เหลือเพียงซากที่ผุพังตั้งตระหง่านอยู่เท่านั้น

มีคนกล่าวว่า ด้วยเหตุที่พระเจ้านรสีหปติทรงนำความล่มสลายมาสู่อาณาจักรพุกาม มิงกลาเจดีย์จึงไม่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างดีเท่าชเวสิกองนั่นเองครับ



Learn more »

ติโลมินโล เจดีย์ฉัตรตั้ง แห่งเมืองพุกาม (Htilominlo temple)



เจดีย์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม เจดีย์วิหาร อีกหนึ่งแห่งที่น่าสนใจในเมืองพุกาม ที่เรานำมาแนะนำกันในวันนี้นั้น มีความน่าสนใจอยู่ที่ความเป็นมาที่แปลกกว่าเจดีย์อื่นๆ ครับ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนไม่ต่างจากที่อื่นๆในเมืองพุกาม

ติโลมินโล เจดีย์ฉัตรตั้ง แห่งเมืองพุกาม (htilominlo temple)


ความเป็นมา..

เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้านาตองมยาครับ เป็นเจดีย์ที่มีความเป็นมาแปลกกว่าเจดีย์องค์อื่นๆ อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้น ด้วยในสมัยพระเจ้านรปติซีตู ทรงมีราชบุตรหลายพระองค์ ทั้งที่เกิดแต่อัครมเหสีและพระชาย เมื่อทรงจะตั้งองค์รัชทายาทสืบราชบัลลังค์ ก็ไม่อาจตั้งราชบุตรในอัครมเหสีได้ทันที  เพราะทรงเคยรับปากพระชายาองค์หนึ่งซึ่งคอยบริบาลพระองค์ขณะประชวรอย่างดียิ่งว่า จะทรงพิจารณาราชบุตรจากชายาองค์นี้ให้ขึ้นครองราชย์ด้วย

เมื่อไม่อาจคืนคำที่ให้ไว้ได้ จึงตัดสินพระทัยเรียกราชบุตรทั้งห้าพระองค์มานั่งล้อมวงกัน แล้วตั้งฉัตรอันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ไว้ตรงกลาง หากฉัตรล้มลงแล้วปลายฉัตรชี้ไปที่ราชบุตรองค์ใดนั้น ก็จะทรงแต่งตั้งเป็นกษัตริย์สืบต่อไปจากพระองค์

ปรากฏว่าปลายฉัตรชี้ไปที่เจ้าชายชัยสิงห์ (พระเจ้านาตองมยา) ซึ่งเป็นราชบุตรอันเกิดแต่ชายาองค์ที่บริบาลพระเจ้านรปติซีตู ชาวพม่าจึงเรียกนาตองมายาว่า กษัตริย์ฉัตรตั้งและเมื่อทรงขึ้นครองราชย์จึงสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ ณ บริเวณที่พระราชบิดาเอาฉัตรเสี่ยงทาย และเรียกว่า เจดีย์ติโลมินโล

อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ชาวพม่าบางรายได้ตีความว่า ติโลมินโลอาจเพี้ยนเสียงมาจาก ไตร โลกมงคล หรือ ผู้ได้รับพรอันเป็นมลคลจากสามโลกนั่นเอง


เจดีย์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามมากทั้งภายในและภายนอก  มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันมากมาย 


ประตูใหญ่ทางเดินเข้าไปในวิหารเป็นซุ้มประตูโค้งก่อด้วยอิฐสีน้ำตาลดูขรึมขลังดี .. พอพ้นผ่านซุ้มประตูใหญ่จะเป็นทางเดินกว้างขวางปูด้วยอิฐดินเผา ทั้ง 2 ข้างของถนนมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าประเภทของที่ระลึกต่างๆ เช่น เครื่องเขิน เครื่องเงิน ตุ๊กตาหุ่นชักที่เป็นเอกลักษณ์ของพม่า ฆ้องสัมฤทธิ์ และสินค้าอื่นๆ ที่ล้วนเป็นสินค้าหัตถกรรมทั้งนั้นครับ ...

เจดีย์ติโลมินโลนี้เป็นวัดที่สร้างแบบก่ออิฐถือปูน บนฐานกว้างด้านละ 43 เมตร องค์เจดีย์สูง 46 เมตร ภายในวิหารมีช่องบันได เดินขึ้นสู่ระเบียงชั้นบนได้  และวิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวิหารองค์สุดท้ายที่มีการสร้างในแบบสถาปัตยกรรมพุกามครับ  ภายในวิหารมีพระพุทธรูป 4 องค์ที่ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองของวิหาร ภายในมีช่องแสงที่เมื่อส่องกระทบพระพุทธรูปแล้วงดงามมากมาย   ตัวพระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายในนั้นมีความแตกต่างจากที่เห็นกันโดยทั่วไป เพราะช่วงนั้นเริ่มได้รับอิทธิพลมาจากจีนครับ


ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะเจดีย์เล็กๆที่อยู่รอบวัดนั้น และลายปูนปั้นบริเวณฐาน รวมถึงกำแพงด้านนอก ทางเดินรอบวัดกว้างขวาง  อิฐเปลือยๆสีแดงส้มนั้น ถูกเรียงร้อยเป็นวิหารที่แข็งแกร่งด้วยศรัทธาของคนสร้าง ที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับบ้านเมือง ปัจจุบันก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยความอลังการในอดีตให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆได้ชมกันครับ

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพุกาม  ประเทศเมียนร์มา ที่อยากแนะนำครับ



ขอบคุณข้อมูลจาก  oknation.net  , oceansmile.com
Learn more »

LIKE US ON FACEBOOK