เที่ยวพม่า...สัมผัสดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มัณฑะเลย์ แสดงบทความทั้งหมด

วิหารชเวนันดอร์ หนึ่งเดียวที่เหลือลอด



ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เราต่างรู้ดีว่า เมืองมัณฑะเลย์เป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของพม่า สถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายแหล่ ในเมืองมัณฑะเลย์ ได้ถูกเผาทำลายไปพร้อมกับไฟสงคราม วิหารเก่าแก่ที่ยังเหลืออยู่ในมัณฑะเลย์เพียงหนึ่งเดียว เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่สมัยพระเจ้ามินดง นั่นคือ  วิหารชเวนันดอร์  (Shwenandaw) วิหารที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง อย่างอลังกาลงานสร้าง  เป็นวิหารไม้สัก เพียงหลังเดียวของพระเจ้ามินดงที่รอดจากการเผาทําลายในช่วงสงครามโลก 

งานไม้แกะสลักที่สวยงาม  ประดับตกแต่งด้วยไม้แกะสลักที่เป็นรูปเทวดาต่างๆ วิจิตรงดงาม  มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี และที่นี่ เคยเป็นที่ประทับนั่งสมาธิของพระเจ้ามินดง

ยิ่งเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ยิ่งทำให้ที่นี่น่าสนใจ  ความอลังการ ความงดงาม และความวิจิตรตระการตา จะปรากฏให้เห็นต่อสายตาผู้มาเยือน



"พระเจ้ามินดง" กษัตริย์ผู้ทรงสร้างที่นี่ มักจะมาปฏิบัติธรรม นั่งบำเพ็ญสมาธิ และสุดท้ายก็สิ้นพระชนม์ภายในพระตำหนักหลังนี้เช่นเดียวกัน


วิหารชเวนันดอร์ ในอดีตนั้นเคยเป็นวัดชเวนันดอร์มาก่อน ซึ่งปัจจุบันตั้งในเขตพระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นสิ่งปลูกสร้างยุคสมัยของพระเจ้ามินดงเพียงหลังเดียวที่ยังเหลือรอด

หลังจากที่พระเจ้ามินดง สิ้นพระชนม์ลงที่อารามแห่งนี้ พระเจ้าตี่ป่อก็โปรด ให้ย้ายวัดชเวนันดอร์ออกมาไว้ยังที่ตั้งในปัจจุบันซึ่งอยู่ในเขตของพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งนับว่าเป็นการดี เพราะต่อมาพระราชวังมัณฑะเลย์ก็ถูกทำลายลงในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่วิหารชเวนันดอร์ไม่ถูกทำลายและยังหลงเหลือความงดงาม วิจิตรการตาให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม


เดิมพระเจ้าตี่ป่อทรงใช้อารามนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมส่วนพระองค์ ภายหลังจึงได้ถวายให้เป้นเสนาสนะสงฆ์ และได้จัดงานฉลองครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปี ค.ศ. 1979 

ในสมัยก่อนวิหารแห่งนี้เคยหุ้มด้วยทองประดับกระจกสีทั้งภายในและภายนอก แต่เวลานี้ทองได้หลุดลอกออกหมด ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่บ้างจะเป็นบริเวณเพดานเท่านั้น และด้านในของตัววิหารยังมีพระแท่นของพระเจ้าตี่ป่อกับบัลลังก์ที่ย่อส่วนจำลองมาจากของจริงนั้นเก็บรักษาเอาไว้ภายในพระอารามด้วย

ปัจจุบันวิหารชเวนันดอร์ได้ชื่อว่ามีงานไม้ฝีมือวิจิตรประณีตมาก


บาดแผลจาก "สงคราม" ทำลายสิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ชนิดไม่อาจเรียกคืนได้

ความทรงจำแห่ง "มัณฑะเลย์" ยังสวยงามเสมอ ถึงจะเหลือเพียวเศษซาก

จะสวยงามแค่ไหนคงตอบไม่ได้  เท่ากับเราได้ไปสัมผัสเองอย่างใกล้ชิด ที่ปลายทางมัณทะเลย์  ประเทศเมียนมาร์ (พม่า)


ที่มา  moohin.in.th/trips/myanmar


Learn more »

เจดีย์มิงกุน ความใหญ่โตที่สร้างไม่เสร็จ



อีกหนึ่งความใหญ่โตอลังกาลงานสร้างในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ คงเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกเสียจาก เจดีย์ที่มีนามว่า “มิงกุน”  ความใหญ่โตนี้สร้างไม่เสร็จหรอกครับ  แต่ทั้งหมดเหลือไว้แค่เพียงหลักฐานและร่องรอยแห่งความทะเยอะทะยานของพระเจ้าปดุง  และเหลือเพียงเศษซากไว้ให้เราได้ชมกัน

ที่ท่าเรือหมู่บ้านมิงกุน เมื่อขึ้นฝั่ง เราจะพบโบราณสถานจุดแรกที่มีชื่อว่า เจดีย์เซตตอยา ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำหลังบนหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวย่างสู่ดินแดนที่พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ เจดีย์จักรพรรดิ ที่ใหญ่ที่สุดและสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ




เศษซากเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างไม่เสร็จ มีสิงห์คู่ประดับอยู่ด้านหน้า ภายในวิหารมีพระพุทธรูปขนาดเล็กประดิษฐานอยู่ มองเห็นพุทธศาสนิกชนแวะเวียนเข้าไปกราบไหว้บูชา ขอพรจากองค์พระอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งจะมีพระสงฆ์คอยสวดมนต์อยู่ภายในวิหาร



เหตุผลที่สร้างไม่เสร็จ

หลังจากที่พระเจ้าปดุงได้เคลื่อนทัพไปตียะไข่ แล้วสามารถชะลอพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จ จึงทรงฮึกเหิมและมั่นพระทัยว่า พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพเหนือมหาราชทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ของพม่า

พระองค์จึงต้องการที่จะกระทำการใหญ่ขึ้นและยากขึ้น ด้วยการทำสงครามแผ่พระบารมีไปรอบด้าน และกรีธาทัพมาตีกรุงรัตนโกสินทร์ที่เพิ่งจะสถาปนาได้ไม่นานถึง 2 ครั้ง คือ สงคราม 9 ทัพและการศึกท่าดินแดง แต่ต้องพ่ายแพ้กลับไป

ในขณะเดียวกันก็ทรงเกณฑ์แรงงานทาสจำนวนมากเพื่อมาสร้าง “เจดีย์มิงกุน” เพื่อประดิษฐาน “พระทันตธาตุ” ที่ได้มาจากพระเจ้ากรุงจีน โดยทรงมุ่งหวังให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ามหาเจดีย์ในพุกาม และใหญ่โตโอฬารกว่า “พระปฐมเจดีย์” ในสยามประเทศ ซึ่งในเวลานั้น ถือว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ

เกิดแรงกดดัน ส่งผลให้ข้าทาสชาวยะไข่ หรือชาวอาระกัน จำนานห้าหมื่นคนหลบหนีการกดขี่แรงงานไปอยู่ในเขตเบงกอล ซึ่งเป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ แล้วซ้องสุมกำลังเป็นกองโจร ลอบโจมตีกองทัพพม่าอยู่เนืองๆ โดยพม่ากล่าวหาว่าอังกฤษหนุนหลัง กลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษในเวลาต่อมา และทำให้พม่าเสียเมืองในที่สุด

งานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปีเท่านั้น พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคตหลังจากที่ทรงพ่ายแพ้ไทยในศึก 9 ทัพ

ส่วนมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่ตามความมุ่งหวังของพระองค์จึงเสร็จเพียงแค่ฐาน ถึงกระนั้นก็ยังสูงถึง 50 เมตร
ส่วนรอยแตกร้าวที่ฐาน เกิดจากเหตุแผ่นดินไหวในปี พ.. 2381

หากพระเจดีย์สร้างเสร็จตามแผน คงจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่อลังการที่สุดและสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 152 เมตร ก็เป็นได้

ที่มา : oknation.net/blog/supawan



ที่เจดีย์มิงกุน (Mingun Paya) มีจุดท่องเที่ยวหลักๆให้ชมอยู่ 3 ที่ครับ คือ ตัวเจดีย์มิงกุนเอง ,ระฆังมิงกุน และเจดีย์ชินพิวเม (เมี๊ยะเต็งดาน)

ระฆังมิงกุน


เดินจากเจดีย์มิงกุนไปไม่ไกลนัก  ระหว่างทางจะผ่านร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่เรียงราย เป็นที่ตั้ง “ระฆังมิงกุน”  เป็นความตั้งใจที่พระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้าง เพื่ออุทิศถวายแก่เจดีย์มิงกุน ระฆังจึงมีขนาดที่คู่ควรกัน 





ระฆังมิงกุนมีเส้นรอบวงถึง 10 เมตร สูง 3.70 เมตร น้ำหนัก 87 ตัน …
เล่า..กันว่า..พระเจ้าปดุงไม่ทรงต้องการให้มีใครสร้างระฆังเลียนแบบตน จึงรับสั่งให้ประหารนายช่างทันทีที่สร้างเสร็จ

ปัจจุบันระฆังใบนี้ถือว่าเป็นระฆังยักษ์ที่เล็กกว่าระฆังแห่งพระราชวังเคลมลินในกรุงมอสโคเพียงใบเดียว แต่ระฆังเคลมลินนั้นแตกร้าวไปแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก … ส่วนระฆังมิงกุนจึงเป็นระฆังยักษ์ที่สามารถส่งเสียงก้องกังวานได้จริงๆที่เหลืออยู่บนโลก

เจดีย์ชินพิวเม (เมี๊ยะเต็งดาน)


ถ้าเราเดินไปอีกนิด ไม่ไกลจากระฆังมิงกุน จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่ได้ชื่อว่าสวยมากแห่งหนึ่ง  ได้รับสมญานามว่า “ทัชมาฮาล แห่งลุ่มน้ำเอยาวดี  นั่นคือ เจดีย์ชินพิวเม หรือเมี๊ยะเต็งดาน





เจดีย์ชินพิวเม  สร้างขึ้นในปี พ.. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาของพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร

สาระสำคัญอยู่ที่ เจดีย์องค์นี้เป็นพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยหลักภูมิจักรวาล ก็คือ มีองค์พระเจดีย์อยู่ตรงกลาง ณ ยอดเขาพระสุเมรุ ที่เชื่อกันว่าเป็นแกนกลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ






มิงกุนเหลือเพียงซากกองอิฐอันยิ่งใหญ่มโหฬาร ไว้ให้ชื่นชม แม้ว่าจะสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่เจดีย์แห่งนี้ก็กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปโดยปริยาย  นักท่องเที่ยวสามารถชมความยิ่งใหญ่ของเจดีย์แห่งนี้ได้เมื่อเดินทางท่องเที่ยวโดยเรือบนแม่น้ำอิระวดี เมืองมัณฑะเลย์   


Learn more »

วัดกุโสดอร์ ในเมืองมัณฑะเลย์

วัดกุโสดอร์  (Kuthodaw Pagoda)




สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองมัณฑะเลย์ อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่เมื่อมาเยือนที่เมืองนี้ ครับ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากให้เพื่อนๆได้ไปชมกันนั้น เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญมากอีกแห่งหนึ่งในมัณฑะเลย์ที่พระเจ้ามินดงทรงสร้างขึ้นนั่นเองครับ นั่นก็คือ วัดกุโสดอร์ ”  เป็นวัดที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างเมืองในปี พ.ศ. 2400 

ที่นี่เป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 ครับ พระเจ้ามินดง ทรงให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อน 729 แผ่น ถือเป็นพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี และได้นำมาประดิษฐานในมณฑป อยู่รอบ พระเจดีย์มหาโลกมารชิน มีความสูง 30 เมตร ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกามนั่นเองครับ



ก่อนจะเข้าวัดจะมีสาวน้อยสาวใหญ่แปะแป้งทาหน้า ที่เรียกว่า ทานาคามาขายดอกไม้พวงมาลัย เพื่อให้เราเข้าไปนมัสการสิ่งศักดิสิทธิ์ข้างในวัด ด้านใน เมื่อเดินตรงเข้ามาจะเจอพระเจดีย์มหาโลกมารชิน ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกามอย่างที่บอกไปตอนแรกครับ สวยงามจริงๆ   ด้วยความสีทองขององค์เจดีย์ที่เปล่งประกาย น่าประทับใจมาก

บรรยากาศของบริเวณวัดร่มรื่นด้วยต้นพิกุลมากมายเรียงรายกันอยู่โดยรอบ  ในจำนวนนี้จะมีอยู่ต้นหนึ่งที่อายุเก่าแก่ที่สุดกว่า 250 ปีขนาดลำต้นใหญ่ประมาณ 10 คนโอบ กิ่งก้านสาขาก็ยื่นสยายร่มเงา จนต้องมีเสาค้ำไว้เป็นระยะๆ หากเดินเข้าไปจนสุดด้านในจะได้พบเจดีย์ที่จำลองแบบมาจากเจดีย์ชเวชิกองในพุกามและยังมีแบบจำลองผังของวัดให้ชมด้วย

เชื่อมั้ยครับว่า พม่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆอีกมากมายรอให้เราได้ไปสัมผัสอีกเยอะ



ไปเที่ยวพม่ากันครับ


Learn more »

มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill)



ถ้ามามัณฑะเลย์ ต้องมา มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill) ครับ สำหรับเนื้อหาการท่องเที่ยวพม่า เมืองมัณฑะเลย์นี้ เราขอนำเพื่อนๆไปชมทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองมัณฑะเลย์ บนยอดมัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill) ครับ

เพื่อไม่ให้ใครเขาว่าได้ ว่ามาไม่ถึงมัณฑะเลย์ ถ่ายรูป มัณฑะเลย์ฮิลล์ ไว้เป็นหลักฐานสักรูปก็คงไม่ผิดครับ

มัณฑะเลย์ฮิลล์ ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ครับ มีความสูง 236 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สวยงามและมีปูชนียสถานสำคัญๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน ทั้งธรรมชาติ การชมทิวทัศน์อันสวยงามที่สุด และสามรถมองเห็นเมืองมัณฑะเลย์ ได้เกือบทั้งหมด เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างพากันแวะเวียนมาสัมผัส เที่ยวชมตลอดเวลา

ภายในมีปูชนียสถานสำคัญๆ อย่างเช่น วิหารบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพระบรมธาตุที่ขุดพบที่แคว้นคันธารราษฎร์ ในประเทศอินเดีย  เมื่อเเดินขึ้นไปเกือบถึงยอดเขา จะเห็นพระพุทธรูป “ชเวยัตดอร์” ประทับยืนขนาดใหญ่ปิดทองทั้งสององค์ ทางพม่าเรียกว่า ปางพยากรณ์ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าดินแดนนี้เจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา และจุดสำคัญเลยก็คือ บนยอดเขามัณฑะเลย์ มีวิหาร ซูตองพญา รูปทรงคล้ายมณฑปครอบพระมหามัยมุนี ภายใต้วิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสป และพระสมณโคดม รอบวิหารมีระเบียงสำหรับชมทัศนียภาพเมืองมัณฑะเลย์ และสามารถมองเห็นแม่น้ำอิระวดี พระบรมมหาราชวัง วัดกุโสดอว์ ด้วย




สำหรับเพื่อนๆที่จะเดินทางไปมัณฑะเลย์ฮิลล์นั้น มัณฑะเลย์ฮิลล์ ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ ครับ ปากทางขึ้นมีรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่สองตัว และหากว่าท่านไม่อยากเดินขึ้นบันได 7,292 ขั้น ก็สามารถนั่งรถสองแถวขึ้นได้ เพราะที่นี่เขามีบริการรถสองแถวสามารถขึ้นถึงบนยอดมัณฑะเลย์ได้ ซึ่งท่ารถอยู่เชิงเขาทางขึ้นและมีบริการรับส่งตลอดเวลาเลย แต่จะไม่ผ่านจุดชมที่หนึ่งและจุดชมที่สอง นักท่องเที่ยวบางคนจึงใช้วิธีขึ้นรถไปจนถึงจุดชมวิวบนยอดเขา และขากลับก็เดินลงทางบันไดเอานั่นเองครับ


เมืองมัณฑะเลย์ ไม่ได้มีแค่ มัณฑะเลย์ฮิลล์ที่สวยงามเท่านั้นนะครับ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อย่างเช่น พระมหามัยมุนีวิหารชเวนันดอร์พระราชวังมัณฑะเลย์วัดมหากันดายงค์วัดกุโสดอร์สะพานไม้อูเบ่ง ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและเก่าแก่ของเมืองมัณฑะเลย์เลยก็ว่าได้ และสถานที่ท่องเที่ยวแต่ล่ะที่ก็อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่เลย


Learn more »

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังแห่งสุดท้ายของมัณฑะเลย์



ไฮไลด์ของการท่องเที่ยวมัณฑะเลย์ คงเป็นที่ไหนไม่ได้นอกเสียจาก  พระราชวังเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอย่าง  “พระราชวังมัณฑะเลย์ นั่นเองครับ

บรรยากาศความขลังของที่นี่ จากภาพถ่ายนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน ทำให้ที่นี่น่าสนใจและน่ามาเยือนดูสักครั้ง

ด้วยความอยากรู้ เลยลองค้นๆหาข้อมูลประวัติความเป็นมาของที่นี่ดู จึงได้รู้ว่าที่นี่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

พระราชวังมัณฑะเลย์ ถูกก่อสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้ามินดง หลังการย้ายเมืองหลวงจากอมระปุระมายังมัณฑะเลย์ เพื่อหนีทหารของจักรวรรดิอังกฤษ ระหว่างสงครามพม่า-อังกฤษครับ

ตามความเชื่อเล่าว่า เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง (ซึ่งก็ดูเหมือนจะจริง) ได้ชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียเลยก็ว่าได้ มีคูน้ำรอบพระราชวังและประตูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพระราชวังแห่งสุดท้ายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองด้วย

ในประวัติศาสตร์พม่า เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองพม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางอังกฤษคิดว่าพระราชวังแห่งนี้เป็นแหล่งซ่องสุมของทหารญี่ปุ่น จึงได้ทำลายพระราชวังนี้ ด้วยการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน พระราชวังตกอยู่ในความเสียหายมาโดยตลอด จนปัจจุบัน และได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลพม่า โดยการลอกแบบโครงสร้างเดิม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง มัณฑะเลย์ ที่น่าไปเยือน

เมื่อขึ้นไปข้างบนสุดของ พระราชวังมัณฑะเลย์  เราจะเห็นวิวสวยๆ จากบนตัวพระราชวัง และที่น่าทึ่งไปกว่านั้น เป็นต้นไม้ครับทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ดูร่มรื่นสบายหูสบายตาขึ้นมาทันที คงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์แบบมากๆครับ

พระราชวังมัณฑะเลย์ที่บูรณะขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ในเขตป้อมมัณฑะเลย์ของทางกองทัพครับ ภายในมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์ของเมืองมัณฑะเลย์ มีสุสานที่ฝังพระศพของพระเจ้ามินดงในเขตพระราชวังด้วย การเข้าชมต้องซื้อบัตรผ่านและต้องได้รับอนุญาตจากทหารก่อนครับ

การเข้าชมพระราชวังแห่งนี้ สามารถเข้าได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย รถทัศนาจรต้องเข้า - ออกทางด้านทิศตะวันออกเท่านั้นครับ อนุญาตให้ชมได้เฉพาะส่วนของหมู่มหามณเฑียร ส่วนอื่นไม่อนุญาติให้เข้าชมและห้ามถ่ายรูป เพราะเป็นที่ตั้งของทหาร มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดครับ

จบไปแล้วครับกับ พระราชวังแห่งสุดท้ายของมัณฑะเลย์ ที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่ง ที่อยากแนะนำเมื่อมาเที่ยวที่เมียนมาร์ครับ

มาเที่ยวพระราชวังมัณฑะเลย์แล้ว แนะนำให้เที่ยวต่อที่ “มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill)” ครับ เล่ากันว่า ใครที่มาเมืองนี้ไม่ขึ้นมาบนนี้เค้าว่าเหมือนยังมาไม่ถึงมัณฑะเลย์นะครับ






ขอบคุณข้อมูลดีๆจากเว็บ pantip.com โดย 1twenty2  ที่เที่ยว: มัณฑะเลย์….พม่า เมืองน่ารัก คนยิ่งน่าฮัก(กว่า)


Learn more »

สะพานไม้สักอูเบ่ง (U-Bein Bridge)



เมื่อมาเที่ยวเมืองมัณฑะเลย์ ไม่ว่าจะมาเที่ยวด้วยตัวเองหรือมากับทัวร์ “สะพานไม้สักอูเบ่ง (U-Bein Bridge)” ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครๆหลายคนต้องมาเก็บภาพกันอย่างแน่นอนครับ

ความน่าสนใจของ สะพานไม้สักอูเบ่ง แห่งนี้อยู่ที่ตัวสะพานที่ทำจากไม่สักทั้งหมดครับ เป็นไม่สักที่ขนย้ายมาจากเมืองอินน์วะซึ่งเป็นราชธานีเก่าของพม่า ใช้เสาไม้สักถึง 1,208 ต้น และมีอายุกว่า 200 ปี (ไม่ใช่จะ 220 แล้วเหรอครับถ้าถึงตอนนี้) เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดของประเทศพม่า สร้างโดยเสนาบดีของพระเจ้าโบ่ต่อพญาชื่อว่าอูเบ่งนั่นเองครับ  




สะพานไม้สักอูเบ่ง ตั้งอยู่ที่เมืองอมรปุระ สะพานนี้ทอดยาวข้ามทะเลสาบต่าวตะหมั่น (TOUNGTHAMON) เป็นระยะทาง 1.4  กิโลเมตร ทอดข้ามไปสู่เจดีย์เจ๊าต่อจี  


 “
ทะเลสาบตองตามัน( Taungthaman Lake ) แห่ง เมือง อมรปุระ (Amarapura) สหภาพเมียนมาร์

ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ 1.5 กม.  บนถนนที่ตัดไปเมืองหย่าวน์อู สร้างขึ้นเมื่อปี 1211 ตามบัญชา พระเจ้านันต่าว-มยา ตามบันทึกพงศาวดารฉบับหอแก้ว กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นโอรสในพระเจ้านรปติสิทธู ซึ่งเกิดแต่นางห้ามผู้หนึ่ง และได้รับเลือกเป็นรัชทายาท หลังทำการเสี่ยงทายตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์พระองค์ใหม่กับพระอนุชาทั้งสี่ได้จัดตั้งสภาเสนาบดีขึ้นบริหาร ราชการแผ่นดิน เรียกว่า สภาลู้ตต่อ และใช้เป็นชื่อรัฐสภาพม่าสืบมาจนถึงทุกวันนี้



ปัจจุบันนี้สะพานไม้สักอูเบ็งนี้ยังใช้เดินทางข้ามทะเลสาปได้เป็นอย่างดี ไม่ต่างจากเมื่อสองร้อยปีก่อน แต่ละช่วงของสะพานอูเบ็งจะมีศาลาเป็นช่วงๆ ครับ เพื่อใช้หลบร้อนและนั่งพักผ่อน พลาดไม่ได้เลยหากมาเที่ยวพม่าต้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกครับ ที่นี่จะมีวัดอยู่ใกล้ๆตัวสะพาน เมื่อเดินผ่านสะพานเข้าไปจะเห็นชาวบ้านมานั่งตกปลา หาปลากันตามริมแม่น้ำ นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเยี่ยมชมในช่วงเย็นๆเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินครับ บรรยากาศและวิวสวยๆ ต้องมาสัมผัสเองครับ




Learn more »

พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เหมือนมีชีวิต



มัณฑะเลย์ ๆ ๆ

เมืองนี้มีความน่าสนใจไม่แพ้เมืองอื่นๆในพม่าเลยครับ ทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชาของชาวพม่าเอง รวมไปถึงคนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญด้วย จำได้ว่า เมืองมัณฑะเลย์ เป็นราชธานีสุดท้ายของอาณาจักรพม่าก่อนยุคอาณานิคม ในประวัติศาสตร์นั่นเองครับ (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

แต่ความน่าสนใจที่เราจะเล่าสู่กันฟังในบทความนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่บอกเลยว่าต้องไปให้ได้นะครับ เมื่อเดินทางมาเที่ยวพม่า


พระมหามัยมุนีเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ควรไปกราบไหว้สักหนึ่งครั้งในชีวิตเปรียบเหมือนพระแก้วมรกตสิ่งสักสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของไทยเรานั่นเองครับ  เมื่อมีโอกาสไปเยือนเมืองมัณฑะเลย์  แวะไปกราบสักการะพระมหามัยมุนีก็ถือได้ว่าคุ้มค่ามากๆ ครับ





พระมหามุนี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เหมือนมีชีวิตจริง ฟังเขามาเล่าอีกทีครับ ถ้าผิดก็ขออภัยด้วย...

พระมหามุนี สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ครับ ทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้าได้รับสั่งให้สร้างพระพุทธรูปอันเป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อเป็นเครื่องสืบพระศาสนาไปในภายหน้า  แต่สร้างอย่างไรก็ไม่อาจทำให้สวยได้ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จมามอบความมีชีวิตให้ โดยตำนานเล่าว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้านั่นเอง (ตามความเชื่อของชาวพม่าเชื่อว่า มีพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนมีชีวิตจริง ที่พระพุทธเจ้าได้ประทานลมหายใจอยู่ 5 องค์ 2 องค์อยู่ที่อินเดีย 1 องค์คือพระมหามุนี และอีก 2 องค์อยู่บนสรรค์)

ความมหัศจรรย์ของพระมหามุนีนั้น เดิมด้วยองค์พระเองนั้นมีน้ำหนักราว 7 ตัน แต่ด้วยความศรัทธา มีผู้คนมาปิดทองคำเปลวจนปัจจุบันน้ำหนักอยู่ราว 22 ตัน และการที่ปิดทองมากขนาดนี้ แต่พระพักตร์ที่ไม่ได้ปิดทองนั้นกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นสมดุลกับตัวครับ สุดท้ายคือพระพักตร์ที่มีการเปลี่ยนไป ถ้าได้ไปดูรูปพระมหามุนีที่ถ่ายไว้สามช่วงด้วยกันนั้น (แขวนอยู่ด้านหน้าทางซ้ายมือขององค์พระ) ได้เปลี่ยนไปจริงๆ จากรูปสมัยแรกดูเหมือนเด็กหนุ่มยังไม่ค่อยมีทองปิดเลย ส่วนอีกสองรูปติดกันเป็นใบหน้าที่เศร้าหมองหนึ่ง และใบหน้าสดชื่นอีกหนึ่ง และพระพักตร์ก็ดูมีอายุและมีขนาดใหญ่สมกับทองคำเปลวที่ตัวจริงๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ที่อยากแนะนำเพื่อนๆนักเที่ยวได้เดินทางไปชมครับ

ด้วยความเหมือนที่มีชีวิตนี้ จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวาย โดยทุกเช้า เวลาประมาณ 04.00 น. (ตี 4) พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธา จะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสม ทานาคาอย่างดีพร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวาย เสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนชีพอยู่จริง ๆ นั่นเองครับ



พระมหามัยมุนีนั้นมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทั่วองค์พระ เขาว่ากันว่าหากเอานิ้วกดลงไป ก็จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ตลอดระยะเวลาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า พระเนื้อนิ่ม” นั่นเองครับ

หมายเหตุ : ผู้หญิงห้ามขึ้นไปปิดทองนะครับ ห้ามเข้าในเขตหวงห้ามด้วย ส่วนผู้ชายเข้าไปได้ครับ ซื้อทองของทางวัดและไปปิดทองได้เลย สำหรับคุณผู้หญิงถ้าท่านไหนอยาก ติดทองหรืออยากบูชาพระมหามุนี ขอแนะนำให้ซื้อได้ที่ด้านนอก และฝากให้ผู้ชายเอาพระที่เราบูชาไปวางไว้หน้าตักพระมหามุนี เหมือนเป็นการได้ไอน้ำอุ่น (ลมหายใจ) จากพระมหามุนีไปด้วยนั่นเองครับ

มาชมพิธีกรรมการล้างหน้าพระมหามัยมุนี กันครับ รับรองว่าเพื่อนๆไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่นอน มีที่นี่เที่ยวเดียวครับ




ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก bloggang.com โดย: penpimol_c ที่รีวิวการเดินทางท่องเที่ยวพม่ามาเล่าสู่กันฟังครับ
Learn more »

เจดีย์จ๊อกตอจี : มัณฑะเลย์



เมื่อมาเที่ยวพม่าของใครหลายๆคน ก็ดูเหมือนว่าอะไรๆก็น่าชมไปหมดทุกที่  ก็ของเก่าที่นี่เขาเยอะจริงๆครับ แถมยังมีการบูรณะ ดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชม ได้ชมกันแบบจุใจ  ถ้าไม่เอ๋ยถึงความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาแล้ว ว่าเอาก็แต่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมล้วนๆ ก็เรียกว่าสุดยอดแล้วครับ

เมื่อเพื่อนๆเดินทางมาเที่ยวพม่าทั้งที ก็อยากฝากสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่ที่น่าประทับใจ จะเรียกว่าเที่ยวเอาบุญก็ได้นะครับ เพราะสถานท่องเที่ยวในพม่าที่จะแนะนำกันในบทความนี้ก็คือ เจดีย์จ๊อกตอจี ใน มัณฑะเลย์ นั่นเองครับ

ฟังชื่อแล้วก็อาจจะแปลกๆหูไปหน่อย  บางท่านก็อาจจะตลกด้วยซ้ำ อาจจะบอกว่า เอ๊...อะไรนี่..จ๊อกตอจี...? แต่อย่าเพิ่งทำหน้าแปลกใจนะครับ เพราะเที่ยวพม่าวันนี้เราขอเสิร์ฟประวัติของเจดีย์แห่งนี้ เพื่อเป็นความรู้เล็กๆน้อยๆ เป็นสีสันของการเดินทางนั่นเองครับ



เจดีย์จ๊อกตอจี นั้นถูกสร้างขึ้นตามแบบวัดอนันดาของเมืองพุกามนั่นเองครับ  รอบ ๆ เจดีย์มีนรสิงห์ หรือสัตว์ครึ่งมนุษย์ครึ่งสิงห์ทั้งหมดจำนวน 12 ตน และเอกลักษณ์อีกอย่างของที่นี่ก็คือ ลายภาพเขียน แบบเฟรสโก ที่ปรากฏอยู่ในพระเจดีย์นั่นเอง ภาพเหล่านี้นั้น เขียนเล่าพุทธประวัติและวิถีชีวิตชาวพม่าในสมัยก่อน ซึ่งภาพเหล่านี้ก็ยังคงงดงามอยู่ได้ แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปีแล้วก็ตาม เรียกได้ว่ามาชมของเก่าตั้งเป็นร้อยปี ยังไงก็คุ้มครับ ส่วนภายในอาณาเขตของพระเจดีย์นี้ก็มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ขนาดความยาวทั้งสิ้นประมาณ 70 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในประเทศพม่าก็ว่าได้ครับ พระพุทธรูปนี้สร้างขึ้นในช่วงปีพ.ศ. 2450 และมีการปฏิสังขรณ์ใหม่ครั้งใหญ่ในปีพ.ศ. 2509 นั่นเองครับ

อ๋อ...เกือบลืมไปอย่างครับ  พระประธานวัดนี้โปรดฯให้สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สามารถชลอหรือย้ายมาได้จากเมืองสะกายนั่นเองครับ ซึ่งต้องใช้กำลังคนนับหมื่นกันเลยทีเดียว ใช้เวลาล่องมาตามแม่น้ำเอยาวดีถึง 13 วันกันเลย และสร้างสำเร็จในปี 2408 แล้วถวายพระนามว่า “พระมหาสากยมารชิน” และยังโปรดฯให้สลักพระอริยสาวก 80 องค์จากหินอ่อนสีขาว ประดิษฐานเหมือนบริวารโดยรอบอีกด้วยครับ



เป็นยังไงบ้างครับ  กว่าจะมาเป็น เจดีย์จ๊อกตอจี อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในมัณฑะเลย์ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน จากประวัติแล้ว ฟังดู แสนยากลำบากจริงๆ

สวยงามแถมสร้างลำบากขนาดนี้ ยังไงซะ ก็อย่าลืมเก็บภาพสวยๆ เอาไว้ด้วยนะครับ เผื่อไว้เป็นความทรงจำที่ได้มาเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า นั่นเองครับ


ขอบคุณข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับประวัติ เจดีย์จ๊อกตอจี แห่งนี้จาก newviewtour.com ครับ
Learn more »

LIKE US ON FACEBOOK