เที่ยวพม่า...สัมผัสดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุกาม แสดงบทความทั้งหมด

หาที่พักในเมืองพุกาม อยู่เหรอ?

เชื่อว่าใครก็รู้จักพุกาม เมืองแห่งทะเลเจดีย์  แค่เห็นภาพทุ่งทะเลเจดีย์ที่ไกลสุดลูกหูลูกตาในเมืองพุกกามแล้วทำให้ขนลุกขึ้นมาทันที  ความยิ่งใหญ่อลังการนี้ใครเป็นคนสร้าง???  ได้แต่ตั้งคำถาม!!!
แต่สำหรับเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ของพม่า ที่ดึงความสนใจของแขกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้หลงใหลในสถาปัตยกรรมเก่าแก่แห่งนี้  ทำให้เมืองพุกกาม เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่น้อยเลยสำหรับเพื่อนชาวต่างชาติเอง

สำหรับเพื่อนนักเดินทาง ที่กำลังมองหาที่พักสำหรับการเดินทางที่สุดวิเศษในเมืองพุกกามแห่งนี้  แต่การมาที่นี่เป็นครั้งแรกและไม่แน่ใจว่าที่พักที่กำลังจะเลือกเป็นแบบไหน  ลองดูตัวเลือกที่เราแนะนำก่อนดีไหม??

3 โรงแรมขวัญใจมหาชน คนเดินทาง




ถือว่าเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ครับ ห่างจากสนามบินแค่เพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น ก็ถึงโรงแรมระดับ 4 ดาวแห่งนี้อย่างง่ายดาย ที่แนะนำที่พักสุดวิเศษนี้ก็เพราะด้วยบริการที่ยอดเยี่ยมแล้ว ที่ BaganLodge ยังอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองพุกาม อย่าง เจดีย์แปดเหลี่ยม, พิพิธภัณฑ์โบราณคดี, อานันทวิหาร ในระยะที่เพื่อนสามารถเดินถึงได้ไม่ยาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องบริการเลยครับ ที่นี่ติดดาวอยู่แล้ว ทางโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางนันทนาการไว้ให้บริการอย่างครบครัน รวมถึง สนามกอล์ฟ (ในระยะ 3 กม.), สวน, สระว่ายน้ำกลางแจ้ง, บริการนวด, สปา โรงแรมบาแกน ลอดจ์ เป็นสถานที่ในฝันในการพักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยวผู้แสวงหาความน่าหลงใหล ความสุขสบาย และความสะดวกในเมืองพุกาม



อแมสซิ่งพุกามรีสอร์ท  ตอบโจทย์ที่พักในเมืองพุกามที่ดีที่สุดอีกหนึ่งแห่งที่อยากแนะนำ แถมยังใกล้สถานที่ท่องเที่ยว อย่าง อานันทวิหาร, ประตูตาราบะ, พระราชวังทองพุกาม
สำหรับลูกค้าที่มาพักที่รีสอร์ทแห่งนี้ จะได้รับสิ่งอำนวยสะดวกมากมายที่เพิ่มคุณค่าให้การเข้าพักของคุณในเมืองพุกาม เพื่อความสะดวกสบายของผู้เข้าพัก ทางโรงแรมได้จัดหา คอฟฟี่ช็อป, จักรยานให้เช่า, ที่จอดรถ, Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะ ไว้ให้บริการ รวมไปถึงบริการอื่นๆ อย่างเช่น สวน, บริการนวด, สปา, สนามกอล์ฟ ที่จะทำให้การเข้าพักของคุณน่าประทับใจไม่มีวันลืม ที่นี่ก็น่าสนนะครับ






ด้วยทำเลที่ตั้งอันเหมาะเจาะใน พุกาม  โรงแรมแห่งนี้เป็นสถานที่พักสำหรับพักผ่อนและผ่อนคลาย อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวมากมายของเมือง เช่น วิหารกะเด๊าะปะลิน, พิพิธภัณฑ์โบราณคดี, เจดีย์บูพญา  ในระยะใกล้แบบเดินไปถึง  สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ที่เพื่อนๆนักเดินทางไม่ต้องกังวลครับ  ไม่ต้องพูดอะไรมากที่พักแห่งนี้ เลือก บากัน โฮเต็ล ริเวอร์วิว เป็นบ้านหลังที่สองของคุณก็โอเคนะ



Learn more »

ภูเขาโปปา (Mount Popa) กับ มหาคีรีนัต แห่งพุกาม




อีกหนึ่งความอลังการงานสร้างในเมืองพุกามที่พลาดไม่ได้เลย นอกจากการเยี่ยมเยือนทุ่งทะเลเจดีย์นั้น  ยังมีความเด็ดสุดยอดของที่เที่ยวในเมืองพุกามที่ต้องบอกเลยว่า มาถึงพุกามแล้วต้องมาที่นี่ให้ได้


หุบเขาโปปา ตามรอยศรัทธาแห่ง “นัต”

ที่นี่แหละครับที่เราจะนำเสนอเพื่อนๆในการเดินทางไปเที่ยวเมืองพุกามครับ   ภูเขาโปปา เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วที่มีความสูงประมาณ  4981 ฟุต   อยู่ห่างจากเมืองพุกามไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 50 กิโลเมตรครับ ภูเขามีความสูงมากๆและบนยอดเขาโปปานั้นก็ยังเป็นที่ตั้งของ "วัดตุง คาลัท" (Taung Kalat Temple) วัดพุทธที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองพุกามอีกด้วย  เราจะเห็นยอดเจดีย์เหลืองอร่ามตั้งอยู่บนยอดเขาเวลามองในระยไกลๆครับ


ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกหนึ่งแห่ง ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความสวยงามที่หาชมได้ยากบนเขาโปปาแห่งนี้ รวมถึงเหล่านักศรัทธาในพระพุทธศาสนาทั้งหลายอีกด้วยครับ  ตามความเชื่อดั้งเดิมของประชาชนชาวพม่านั้นเชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่สิงสถิตของบรรดาเทวดาและนัตทั้งหลายนั่นเองครับ

เขาโปปา (Mount Popa) ชื่อนี้มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่าดอกจำปาครับ เนื่องจากในอดีตบริเวณภูเขาลูกนี้ เคยมีต้นจำปาขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก หรือเรียกอีกชื่อว่า “ภูเขาดอกจำปา” ก็ได้ครับ




กล่าวจะมาเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์



ภูเขาโปปา ถูกกล่าวถึงในบันทึกประวัติศาสตร์พม่าตั้งแต่ในยุคของการเลือกตำแหน่งสร้างอาณาจักรพุกามนั่นเองครับ ว่า อดีตภูเขาไฟแห่งนี้เป็นเสมือน เขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล และเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเหล่า “นัต” หรือที่คนพม่าเรียกว่า “มินนัต” คือ วิญญาณ ภูตผี จากผู้ที่เสียชีวิตด้วยการถูกฆ่านั่นเอง หรือถูกทรมานด้วยวิธีต่างๆ ดวงวิญญาณจึงไม่ไปสู่สุคติ มีทั้งคนธรรมดาและผู้ที่มียศศักดิ์ไปจนถึงกษัตริย์ด้วย

บ่อยครั้งปรากฏกายแสดงอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ กลายเป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้านจึงมีการตั้งศาล และนำรูปปั้นเหมือนจริงตั้งไว้ให้คนกราบไหว้บูชา โดยถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกป้องดูแลบ้านเมือง และยังสามารถขอในสิ่งที่ต้องการได้อีกด้วย

ซึ่งรูปปั้นนัตแต่ละตนนั้นจะสวมเสื้อผ้าสวยงาม บางตนนั่งอยู่บนสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ หงส์ และม้า บางตนก็ถืออาวุธ แตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่ได้รับการกล่าวขาน ตัวอย่างนัตซึ่งหลายคนนิยมกราบไหว้ คือ นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ เหมาะสำหรับคนใจร้อนอยากได้โชคลาภแบบทันใจนั่นเองครับ

เมื่อพระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งราชวงศ์พุกาม นำศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจากมอญเข้าสู่พม่า ความเชื่อเรื่องนัตจึงถูกผสมผสานเข้ากับศาสนาพุทธ นัตจึงถูกยกระดับให้เป็นนัตหลวง โดยพระองค์ได้ทำการตั้งศาลนัตหลวงขึ้นที่เขาโปปาแห่งนี้ หรือเรียกว่า “มหาคีรีนัต” มีทั้งหมด 37 องค์ 

ขอบคุณบทความดีๆจาก  travel.mthai.com สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของภูเขาโปปาแห่งนี้ครับ





นักแสวงบุญมากมายต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อสัก สักการ บูชาบรรดานัตทั้งหลายในช่วงคืนพระจันทร์เต็มดวง คือ ช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน และช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม ช่วงนี่ถือเป็นช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากๆ ครับ

ภูมิทัศน์โดยรอบภูเขาไฟโปปา เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุและลำธารเล็กๆ ราว 200 แห่ง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าขึ้นไปตามทางเดินขั้นบันไดที่มีมากถึง 777 ขั้น และจากยอดเขานักท่องเที่ยวยังสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเมืองพุกามและแม่น้ำอิระวดีได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

เมื่อมองด้วยสายตาแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครสักคนมาสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาที่สูงได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่พลังแห่งศรัทธาที่แรงกล้าจริงๆครับ และคงจะเป็นไปไม่ได้อีกเหมือนกันถ้าจะไม่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดยอดแบบนี้แก่เพื่อนๆนักเที่ยว อย่าได้พลาดโอกาสที่จะมาเยือนที่นี่อย่างเด็ดขาดครับ เมื่อเพื่อนๆได้มาเหยียบแผ่นดินพุกาม





Learn more »

พระอึดอัด ในวิหารมนูหะ (MANUHA TEMPLE)



วิหารมนูหะ (MANUHA TEMPLE) หรือ MANUHA PHAYA แห่ง เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิหารที่ใครหลายๆคนต้องตามไปดูความอึดอัดของพระพุทธรูปที่นี่กันครับ หรือจะเรียกว่า “พระอึดอัด” เหมือนที่หลายท่านที่เดินทางไปเยือนพม่ามักจะเรียกกันนั่นเอง

วิหารมนูหะ (Manuha Phaya) กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจไปอีกหนึ่งที่สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองพุกามครับ นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะคงไม่มีที่ไหนอีกแล้วครับที่สร้างพระพุทธรูปให้ได้น่าอึดอัดขนาดนี้





เรื่องเล่าตามตำนาน

พระเจ้ามนูหะ  กษัตริย์ของมอญได้สร้างวิหารแห่งนี้ขึ้น เมื่อพระองค์ตกเป็นเชลยของพระเจ้าอโนรธา เมื่อครั้งที่พระเจ้าอโนรธาเข้าตีเมือง เมืองสะเทิม เมืองหลวงของชาวมอญ แล้วกวาดต้อนผู้คนมาที่พุกาม เมื่อปี พ.ศ. 1987 

จากหลักฐานนั้นระบุว่า... พระเจ้ามนูหะและพระอัครมเหสีได้ถูกคุมขังไว้ที่ มยินกาบา ทางใต้ของพุกาม และ ณ ที่นั้น ในปี พ.ศ. 1602 พระเจ้าอโนรธาทรงมีพระราชานุญาติให้พระเจ้ามนูหะ สร้างวัดมนูหะขึ้น เพื่อทรงใช้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศล

กษัตริย์มอญจึงได้ทรงระบายความรู้สึกในพระราชหฤทัยของพระองค์ในระหว่างที่ทรงถูกคุมขัง ด้วยการให้สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่โตมากๆ จนคับวิหาร ขนาบข้างด้วยพุทธสาวก และถูกเรียกขานว่า “พระอึดอัด” มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นการประชดพุกามนั่นเองครับ



ภายในพระวิหาร นั้นประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ 3 องค์ครับ ซึ่งองค์พระพุทธรูปนั้นมีขนาดใหญ่มโหฬาร บริเวณ "พระอุระ" ของพระพุทธรูปมีขนาดโตพองจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่ทับถมในจิตใจของพระองค์ (พระเจ้ามนูหะ(King Manuha) กษัตริย์มอญที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลยศักดิ์อยู่ที่เมืองพุกามพร้อมมเหสี) 

หากเดินเข้าไปตามช่องว่างระหว่างวิหารกับพระพุทธรูปแล้ว จะพบกับพระพุทธรูปปางไสยาสน์อีก 2 องค์ ซึ่งก็ขนาดใหญ่โตไม่แพ้กัน จนทำให้วิหารดูคับแคบลงไปถนัดตาเช่นกันครับ (อะไรจะปานนั้น...!) 




เรื่องราวจากปากไกด์ในพม่า ได้บอกเล่าว่า ถ้ามองพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ในระยะไกลๆ คือ จากด้านพระบาทของพระพุทธรูปไปยังพระพักต์ จะเห็นเหมือนพระพุทธรูปแย้มพระสรวล (ยิ้ม) แต่เมื่อเดินไปใกล้ๆจะเห็นเหมือนพระพุทธรูปทรงพระกรรณแสง (ร้องไห้) สะท้อนให้เห็นถึงกษัตริย์ผู้สร้าง คือ พระเจ้ามนูหะ(King Manuha) กษัตริย์มอญที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลยนั่นเอง

ปิดท้ายบทความนี้ด้วยภาพที่ให้ความรู้สึกอึดอัด ของ “พระอึดอัด” ในวิหารมนูหะ แห่งอาณาจักรพุกาม  อาณาจักแห่งทุ่งทะเลเจดีย์


ที่มา : oknation.net


Learn more »

เจดีย์ชเวชิกอง (Shwezigon pagoda) ศรัทธาแห่งมหาชนชาวพม่า



อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในดินแดนแห่งทะเลเจดีย์  เมืองพุกามแห่งนี้  เราขอนำเสนอความสวยงามของเจดีย์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานอีกหนึ่งเจดีย์   เรียกได้ว่าเป็น 1 ใน 5 ของมหาเจดีย์ที่ชาวพม่าให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก  ถ้าไม่กล่าวถึงเจดีย์แห่งนี้ก็เห็นจะไม่ได้ครับ


“เจดีย์ชเวชิกอง” (Shwezigon pagoda) 

สำหรับเจดีย์ชเวชิกองแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานมากๆครับ และมีความน่าสนใจไม่น้อยเลย  เมื่อเทียบกับเจดีย์อื่นๆในเมืองพุกามแล้ว เจดีย์แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโนรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900  ปีเศษมาแล้ว แต่เจดีย์แบบศิลปะพม่าของแท้แห่งนี้นั้นได้ถูกสร้างเสร็จในสมัยของกษัตริย์จันสิตธา(King Kyanzittha)นั่นเองครับ  




ศูนย์รวมความศรัทธาแห่งมหาชนชาวพม่า...!

ถ้าว่ากันตามประวัติแล้ว เจดีย์ชเวชิกองนั้นเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้านั่นเองครับ นี่คงอธิบายได้ว่าทำไมชาวพม่าถึงให้ความเคารพนับถือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กันมากมายนัก

ความงามและความยิ่งใหญ่....!

ส่วนองค์เจดีย์นั้น เป็นสีทองเหลืองอร่ามทรงระฆังคว่ำ สูงประมาณ 160 เมตร ภายในนั้นมีหอผีนัต ซึ่งเป็นวิหารยาวที่ตั้งรูปผีหลวงที่ชาวพม่าเคารพนับถือ ในอดีตนั่นเอง เจดีย์แห่งนี้มีความสำคัญของชาวพม่ามาก นั่นก็เพราะชาวพม่า ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงตนเป็นพุทธมามกะตั้งแต่โบราณกาล สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเข้าชมเจดีย์แห่งนี้ ก็คือ ภาพประวัติพุทธชาดกของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏบริเวณผนัง ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆทางศาสนา



อัศจรรย์ 9 อย่างของมหาเจดีย์ชเวชิกอง...!

หนึ่ง…ดูเหมือนว่า ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่จริงๆ อยู่บนพื้นราบเท่ากับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
สอง…ฉัตรบนยอดเจดีย์ปักอยู่บนยอดโดย ไม่มีลวดยึดไว้เลย
สาม…กระดาษที่ทิ้งลงมาจากยอดเจดีย์ จะไม่ ปลิวออกจากบริเวณเจดีย์
สี่…....เงาของเจดีย์จะไม่เกินออกไปจากฐาน ล่าง
ห้า….ต้นไชยา (พิกุล) ออกดอกตลอดทั้งปี
หก…คนจะมานมัสการมากเท่าใดก็ไม่เคยเต็ม รับได้หมด
เจ็ด…ฝนตกมากๆ แต่น้ำก็ไม่ขังในบริเวณเจดีย์
แปด…เมื่อเราตีระฆังด้านขวา ด้านซ้ายจะไม่ได้ยิน
เก้า...เมื่อมีเทศกาลประจำปี ไม่เคยมีใครใส่บาตรได้เป็นคนแรก เพราะถึงจะมาเช้าแค่ไหน แต่ก็จะมีคนใส่บาตรแล้ว (เชื่อว่าเทวดามาใส่ก่อนเสมอ)


นี่คือความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในเจดีย์ศักดิ์สิทธิแห่งนี้ เป็นที่มาของความศรัทธาที่หาคำอธิบายไม่ได้
สำหรับการสักการะพระเจดีย์ชเวซิกองแห่งนี้นั้น ก็เหมือนกับการไหว้ในบ้านเราที่จะต้องเตรียมดอกไม้ ทองคำเปลว และที่สำคัญวัดในพม่าทุกวัด เราต้องถอดรองเท้าและถุงเท้า เพราะชาวพม่าเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้เข้าไปสักการะต้องปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัดครับ

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราคงอธิบายความสวยงามออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ถ้าเพื่อนๆไม่ได้ไปเห็นกับตาตัวเอง และเราคงพูดคำเดิมๆ ย้ำอีกครั้งว่า “ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด” สำหรับความสวยงามของ เจดีย์ชเวชิกองแห่งนี้ครับ




ที่มา : myanmar9.blogspot.com, oceansmile.com


Learn more »

เจดีย์บูพญา (BuPaya bagon) พระอาทิตย์อัสดง ริมน้ำอิรวดี




อีกหนึ่งที่เที่ยว  เมื่อเพื่อนๆเดินทางมาเยือนเมืองพุกาม เมืองท่องเที่ยวของพม่าที่น่าสนใจแห่งนี้   เราขอแนะนำอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมอย่างหนาตามากๆ ด้วยลักษณะของเจดีที่ดูแปลกตามากๆในเมืองพุกามแห่งนี้ ความแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร  ทำให้เจดีย์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเพื่อชมความสวยงามที่แปลกตา

 “เจดีย์น้ำเต้า” ไปชมพระอาทิตย์อัสดง

เจดีย์น้ำเต้า ชื่อนี้เป็นเพียงฉายาของเจดีย์ทรงแปลกตาในเมืองพุกาม  ที่มีชื่อว่า  “เจดีย์บูพญา”  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่ในเมืองพุกาม อยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี กลายเป็นหลักหมายของนักเดินเรือจากอดีตถึงปัจจุบัน ว่ากันว่าถ้าเห็นบูพญาก็หมายความว่าถึงเมืองพุกามแล้ว


ลักษณะเจดีย์ที่ จะเป็นรูปทรงคล้ายน้ำเต้า จึงได้ฉายาว่า เจดีย์น้ำเต้า ซึ่งเป็นรูปทรงเจดีย์ที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อนตั้งอาณาจักรพุกาม  

 “ตามตำนานเล่าขานมาว่า เจดีย์แห่งนี้ได้สร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที 8 ในสมัยอาณาจักรศรีเกษตร โดยพระเจ้าพิวซอว์ธี แต่บ้างก็ว่าน่าจะสร้างในพุทธศตวรรษที่ 16 อีกทั้งรูปร่างของเจดีย์น่าจะเป็นเจตนา หมายถึง ลักษณะของพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานอยู่ข้างใน” นั่นเองครับ 

ส่วนเจดีย์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2518 เพราะพระเจดีย์องค์เก่านั้นได้พังทลายลงมาอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวครับ

ความน่าสนใจของการเที่ยวชมเจดีย์แห่งนี้นั้นอยู่ที่การชมพระอาทิตย์ขึ้นของนักท่องเที่ยวนั่นเองครับ ทำให้ที่นี่ดูครึกครื้นอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับบรรยากาศของร้านค้ามากมาย ที่อยู่บริเวณรอบๆเจดีย์บูพญาแห่งนี้ด้วยนั่นเอง

สำหรับการเที่ยวชมเจดีย์สวยงามแห่งนี้  เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆที่อยากแนะนำเพื่อนๆครับ นั่นคือวิธีการชมพระอาทิตย์ขึ้นสำหรับการมาเยือนเจดีย์เมืองพุกามครับ

การชมนั้นก็มีหลายวิธีด้วยกัน เพื่อนๆอาจจะเล็งเจดีย์ที่สูงๆหน่อยแล้วปีนขึ้นไปชมก็ได้ครับ  แต่อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจมากๆและขอแนะนำเลยก็แล้วกันครับว่าเป็นการชมความสวยงามที่หาชมได้ยาก และสามารถมองเห็นเจดีย์ได้อย่างเต็มตากันเลยทีเดียว

นั่นบอลลูน....ชมความงามแบบ....พาโนรามา

ก็การนั่งบอลลูนนั่นเองครับ   เพื่อนๆจะได้สัมผัสความสวยงามเหนือพื้นดินเมืองพุกาม  ชมวิวกว้างไกล  ประมาณ 45 นาที โดยมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 250 $ ใครสนใจก็เชิญสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้นได้ครับ

เมืองพุกามแห่งนี้ยังมีความน่าสนใจอีกเยอะที่รอให้เพื่อนๆนักเดินทางได้ลองไปค้นหากันดู เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆ  และที่สำคัญประเทศเมียนมาร์ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งประเทศน้องใหม่แห่งการท่องเที่ยวที่อีกไม่นานจะกลายเป็นคู่แข่งของหลายๆประเทศในอาเซี่ยนเลยก็เป็นได้ครับ





ที่มา : dooasia.com
Learn more »

“มิงกาลาเจดีย์” (Mingala Zedi Pagoda) มงคลเจดีย์ ในวาระสุดท้าย



เมืองพุกามเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ติดอันดับเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศเมียนมาร์หรือพม่าเพื่อนบ้านของเรานี่เองครับ   จนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพุกามได้ให้ฉายาว่าเป็น “เมืองแห่งทะเลเจดีย์” เพราะมีเจดีย์มากกว่า 4000 องค์ด้วยกัน

มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายในเมืองพุกามแห่งนี้ที่เราได้กล่าวไปแล้วในบทความก่อนๆ ซึ่งเพื่อนๆสามารถหาดูได้ในเว็บบล็อกแห่งนี้ครับ แต่ล่ะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้ลองไปสัมผัสกันดูครับ

นอกกำแพงเมืองพุกามออกไป หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในลิสรายชื่อที่เที่ยวต้นๆในเมืองพุกาม และก็เป็นอีกหนึ่งเจดีย์ที่เราจะแนะนำเพื่อนๆกันด้วยครับ

“มิงกาลาเจดีย์” (Mingala Zedi Pagoda) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “มงคลเจดีย์” หนึ่งในสถานที่ยอดฮิตในการชมพระอาทิตย์ตกดินและชมทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่ไพรศาลในเมืองพุกาม




ในรัชสมัยของ “พระเจ้านรสีหปติ” กษัตริย์ในลำดับที่ 12 แห่งราชวงศ์พุกาม  ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า พระองค์มีพระอุปนิสัยดุร้าย และไม่เลื่อมใสในพุทธศาสนา แต่ก็ทรงบัญชาให้สร้าง “มิงกาลาเจดีย์” หรือ “มงคลเจดีย์” ตามโบราณราชประเพณี โดยสร้างเลียนแบบมหาเจดีย์ชเวสิกอง ในสมัยพระเจ้าอโนรธามหาราช

พระองค์โปรดให้จารึกไว้ที่เจดีย์แห่งนี้ว่า พระองค์ทรงเป็นจอมทัพผู้บังคับบัญชาไพร่พลขนาดมหึมาถึง 36 ล้านคน เสวยแกงกะหรี่วันละ 300 จาน และทรงมีนางสนม 3,000 คน (รู้สึกว่าจะโอเวอร์ไปหน่อย ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)

ในขณะนั้น “กุบไลข่าน” จอมทัพแห่งมองโกลก็กำลังแผ่อิทธิพลลงมาทางจีนตอนใต้ เพื่อผนวกแคว้นยูนนาน พร้อมเรียกร้องให้พุกามส่งบรรณาการไปถวายจอมจักรพรรดิที่ปักกิ่ง แต่ทางพุกามปฏิเสธ มิหนำซ้ำยังสั่งประหารคนนำสารอีกด้วย

ครั้นเมื่อพระเจ้านรสีหปติ ทรงสร้างมิงกาลาเจดีย์ ก็เกิดมีคำทำนายว่า หากสร้างเสร็จจะเกิดหายนะ แต่เมื่อทรงยุติการก่อสร้างไว้ถึง 3 ปี ก็มีเสียงร่ำลือว่าการสร้างเจดีย์ไม่เสร็จถือเป็นอัปมงคลแก่แผ่นดินยิ่งนัก …

ท้ายที่สุด พระเจ้านรสีหปติ ทรงดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จ ระหว่างนั้นทรงรู้อยู่แก่ใจว่า มองโกลต้องลงโทษพระองค์ จึงทรงเตรียมการก่อสร้างกำแพงป้องกันเมืองถึง 3 ชั้น เพราะต้องสร้างอย่างรีบเร่ง พระองค์ถึงกับบัญชาให้รื้ออิฐจากเจดีย์หลายแห่งมาก่อกำแพง ซึ่งแน่นอนว่า พระองค์ไร้ซึ่งความนับถือศรัทธาจากอาณาราษฎรของพุกาม

พุทธศักราช 1826 กองทัพมองโกลรุกเข้าตีอาณาจักรพุกามแตก โดยกำแพง 3 ชั้นมิอาจจะช่วยอะไรได้ พระเจ้านรสีหปติเสด็จหนีออกจากพุกาม จนประชาชนขนานนามว่า “ตโยกะปเยมิน” หรือ กษัตริย์ผู้วิ่งหนีจีน


* สำหรับที่มาของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของเจดีย์แห่งนี้ ต้องขอขอบคุณข้อมูล oknation.net ที่ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ ท่องเจดีย์ไพรใน พุกามประเทศ โดย คุณธีรภาพ โลหิตกุล มาเล่าต่อกันฟังครับ


การเข้าไปชมเจดีย์ก็เหมือนเจดีย์องค์อื่นๆทั่วไป บนทางเดินในชั้นที่สามของเจดีย์ เราพบว่าสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทุ่งเจดีย์ที่แผ่ออกไปกว้างไกล ส่วนอีกด้านหนึ่งเห็นแม่น้ำเอยาวดี ที่มองเห็นทิวเขาได้ในระยะไกล

สำหรับเจดีย์แห่งนี้ได้มีการชำรุดเสียหายไปมาก น่าเสียดายจริงๆ ที่โบราณวัตถุอันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของสถานที่ได้สูญหายไป เหลือเพียงซากที่ผุพังตั้งตระหง่านอยู่เท่านั้น

มีคนกล่าวว่า ด้วยเหตุที่พระเจ้านรสีหปติทรงนำความล่มสลายมาสู่อาณาจักรพุกาม มิงกลาเจดีย์จึงไม่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างดีเท่าชเวสิกองนั่นเองครับ



Learn more »

ติโลมินโล เจดีย์ฉัตรตั้ง แห่งเมืองพุกาม (Htilominlo temple)



เจดีย์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม เจดีย์วิหาร อีกหนึ่งแห่งที่น่าสนใจในเมืองพุกาม ที่เรานำมาแนะนำกันในวันนี้นั้น มีความน่าสนใจอยู่ที่ความเป็นมาที่แปลกกว่าเจดีย์อื่นๆ ครับ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนไม่ต่างจากที่อื่นๆในเมืองพุกาม

ติโลมินโล เจดีย์ฉัตรตั้ง แห่งเมืองพุกาม (htilominlo temple)


ความเป็นมา..

เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้านาตองมยาครับ เป็นเจดีย์ที่มีความเป็นมาแปลกกว่าเจดีย์องค์อื่นๆ อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้น ด้วยในสมัยพระเจ้านรปติซีตู ทรงมีราชบุตรหลายพระองค์ ทั้งที่เกิดแต่อัครมเหสีและพระชาย เมื่อทรงจะตั้งองค์รัชทายาทสืบราชบัลลังค์ ก็ไม่อาจตั้งราชบุตรในอัครมเหสีได้ทันที  เพราะทรงเคยรับปากพระชายาองค์หนึ่งซึ่งคอยบริบาลพระองค์ขณะประชวรอย่างดียิ่งว่า จะทรงพิจารณาราชบุตรจากชายาองค์นี้ให้ขึ้นครองราชย์ด้วย

เมื่อไม่อาจคืนคำที่ให้ไว้ได้ จึงตัดสินพระทัยเรียกราชบุตรทั้งห้าพระองค์มานั่งล้อมวงกัน แล้วตั้งฉัตรอันเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ไว้ตรงกลาง หากฉัตรล้มลงแล้วปลายฉัตรชี้ไปที่ราชบุตรองค์ใดนั้น ก็จะทรงแต่งตั้งเป็นกษัตริย์สืบต่อไปจากพระองค์

ปรากฏว่าปลายฉัตรชี้ไปที่เจ้าชายชัยสิงห์ (พระเจ้านาตองมยา) ซึ่งเป็นราชบุตรอันเกิดแต่ชายาองค์ที่บริบาลพระเจ้านรปติซีตู ชาวพม่าจึงเรียกนาตองมายาว่า “กษัตริย์ฉัตรตั้ง” และเมื่อทรงขึ้นครองราชย์จึงสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ ณ บริเวณที่พระราชบิดาเอาฉัตรเสี่ยงทาย และเรียกว่า “เจดีย์ติโลมินโล”

อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ชาวพม่าบางรายได้ตีความว่า “ติโลมินโล” อาจเพี้ยนเสียงมาจาก “ไตร โลกมงคล “หรือ “ผู้ได้รับพรอันเป็นมลคลจากสามโลก” นั่นเอง


เจดีย์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามมากทั้งภายในและภายนอก  มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันมากมาย 


ประตูใหญ่ทางเดินเข้าไปในวิหารเป็นซุ้มประตูโค้งก่อด้วยอิฐสีน้ำตาลดูขรึมขลังดี .. พอพ้นผ่านซุ้มประตูใหญ่จะเป็นทางเดินกว้างขวางปูด้วยอิฐดินเผา ทั้ง 2 ข้างของถนนมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าประเภทของที่ระลึกต่างๆ เช่น เครื่องเขิน เครื่องเงิน ตุ๊กตาหุ่นชักที่เป็นเอกลักษณ์ของพม่า ฆ้องสัมฤทธิ์ และสินค้าอื่นๆ ที่ล้วนเป็นสินค้าหัตถกรรมทั้งนั้นครับ ...

เจดีย์ติโลมินโลนี้เป็นวัดที่สร้างแบบก่ออิฐถือปูน บนฐานกว้างด้านละ 43 เมตร องค์เจดีย์สูง 46 เมตร ภายในวิหารมีช่องบันได เดินขึ้นสู่ระเบียงชั้นบนได้  และวิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวิหารองค์สุดท้ายที่มีการสร้างในแบบสถาปัตยกรรมพุกามครับ  ภายในวิหารมีพระพุทธรูป 4 องค์ที่ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองของวิหาร ภายในมีช่องแสงที่เมื่อส่องกระทบพระพุทธรูปแล้วงดงามมากมาย   ตัวพระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายในนั้นมีความแตกต่างจากที่เห็นกันโดยทั่วไป เพราะช่วงนั้นเริ่มได้รับอิทธิพลมาจากจีนครับ


ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะเจดีย์เล็กๆที่อยู่รอบวัดนั้น และลายปูนปั้นบริเวณฐาน รวมถึงกำแพงด้านนอก ทางเดินรอบวัดกว้างขวาง  อิฐเปลือยๆสีแดงส้มนั้น ถูกเรียงร้อยเป็นวิหารที่แข็งแกร่งด้วยศรัทธาของคนสร้าง ที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับบ้านเมือง ปัจจุบันก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยความอลังการในอดีตให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆได้ชมกันครับ

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพุกาม  ประเทศเมียนร์มา ที่อยากแนะนำครับ



ขอบคุณข้อมูลจาก  oknation.net  , oceansmile.com
Learn more »

วิหารธรรมยางจี วิหารอันยิ่งใหญ่ที่สุดในพุกาม



สิ่งที่จะนำเสนอในการเดินทางในเมืองแห่งที่ขึ้นชื่อว่า “เมืองแห่งทะเลเจดีย์” อย่างเมืองพุกามแห่งนี้ วิหารอันยิ่งใหญ่ที่สุดในพุกาม “วิหารธรรมยางจี” 

The  Dhamayangyi  Thample

จากการก่อสร้างด้วยอิฐแดงเป็นล้านๆ ก้อน  ตั้งตระหง่านท่ามกลางแสงแดงที่สาดส่องกระทบก้อนอิฐ ส่องแสงเปล่งประกายสีส้มแดง ทำให้วิหารแห่งนี้ดูยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ

ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่และแข็งแรงที่สุดในเมืองพุกาม เพราะสร้างขึ้นด้วยอิฐสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น  มีลักษณะอาคารทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่คล้ายกับวัดอนันดา  มีมุขยื่นออกมาสี่ด้าน 

สถานที่สวยงามแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยกษัตริย์นรา ยุ วิหารนี้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า กาลักยามิน (Kalagya Min) อันหมายถึง วิหารของกษัตริย์ที่ถูกฆ่าโดยพวกกาลา  




มาฟังเรื่องราวของสถานที่แห่งนี้กันหน่อย..


เรื่องราวเริ่มมาตั้งแต่สมัยนานมาแล้ว โหรของพุกามเคยทำนายไว้ว่า “ ถ้าใครสร้างเจดีย์องค์ใหญ่เกินไป กษัตริย์แห่งพุกามองค์นั้นก็จะพบกับหายนะ ,, ยาวนานจนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของกษัตริย์นรปติสิธูครับ กษัตริย์องค์นี้โคตรโหด เพราะพระองค์ได้สังหารบิดาและพี่ชายของตน และผลักดันตัวเองจนได้เป็นกษัตริย์แทน ทีนี้แกเลยต้องการทำบุญล้างบาปขนานใหญ่ด้วยการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ ซึ่งเจดีย์นี้นอกจากความใหญ่โตแล้วยังโคตรเนี๊ยบอีกด้วย อิฐกว่าล้านก้อนที่เอามาเรียงต่อกันต้องแนบกันสนิทชิดเชื้อกันแบบมากๆ ในระดับที่พระเจ้านรปติสิธูสามารถเอาเข็มมาจิ้มลอดระหว่างรูอิฐสองก้อนได้ นายช่างผู้นั้นก็จะถูกตัดมือและประหารชีวิตในที่สุด

ระหว่างเจดีย์นี้กำลังสร้างในปีที่สาม นอกจากเชือดช่างฝีมือแล้ว พักหลังๆ พระเจ้านรปติสิธูยังเจี๋ยนผู้คนไม่เลือกหน้า เรียกว่า แกไม่ชอบหน้าใครนี่เรียกมาเจี๋ยนหมด แต่เคราะห์กรรมของแกที่ดันไปสั่งประหารชีวิตพระมเหสีองค์นึงที่เป็นธิดาของกษัตริย์อินเดีย ทีนี้พอรู้ถึงหูคุณพ่อแกก็เลยโกรธแค้น ว่าจ้างกองทัพอินเดียและนักลอบสังหารมาสังหารพระเจ้านรปติสิธู และเจดีย์แห่งนี้เลยสร้างไม่เสร็จซักที มีแค่อิฐเปลือยๆ ไม่มีปูนฉาบ ไม่มีจิตรกรรมฝาผนังอย่างที่อื่นๆครับ

ขอบคุณตำนานเรื่องเล่า จาก tongkatsu.com


อย่างไรก็ดีวิหารแห่งนี้สร้างไม่สำเร็จบริบูรณ์ บางครั้งเรียกว่า “วิหารที่สร้างไม่เสร็จ” ( Temple Never Completed)

เมื่อมองเห็นวิหารมาแต่ไกลน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เมื่อได้เข้าไปสัมผัสใกล้ๆ ก็ยิ่งประหลาดใจน่าทึ่งกับการก่อสร้างเป็นอย่างมาก  จากการก่อสร้างที่มีความประณีตบรรจง ในการวางแนวของอิฐแต่ล่ะก้อน จนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน


วิหารธรรมยางจี ( Dhammayangyi ) สร้างเหมือนกับวิหารวัดอนันดา คือ เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสมีมุขยื่นออกทั้งสี่ด้าน แบบที่เรียกว่า อาคารรูปกางเขนของกรีก ( Greek Cross ) แต่สิ่งที่แปลกและยังเป็นปริศนาอยู่จนมาถึงทุกวันนี้คือ มีกำแพงอิฐก่อกั้นทางเดินไว้ระหว่างระเบียงด้านนอกสู่ระเบียงด้านใน ไม่สามารถเดินผ่านได้ โดยไม่มีผู้ใดรู้ถึงเหตุผลของการกระทำการก่อสร้างดังกล่าว

ด้วยความสวยงามและน่าอัศจรรย์ กับวิหารที่แข็งแรงและยิ่งใหญ่ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชม วิหารธรรมยางจี เป็นจำนวนมาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหนึ่งแห่งในเมืองพุกามครับ




ขอบคุณข้อมูลจาก
e-culture.su.ac.th

oceansmile.com
Learn more »

เจดีย์สัพพัญญู หรือ วัดถัดบินยู สูงสมคำล่ำลือ




อย่างที่ทราบกันดีครับว่าเมืองพุกาม  ประเทศเมียนมาร์นั้น เป็นเมืองที่มีเจดีย์เต็มไปหมด จนได้ชื่อว่า เป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ ทำให้ที่นี่มีการท่องเที่ยวกันอย่างคึกคักทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยเองและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศพม่า อีกหนึ่งความสวยงามของเจดีย์ในเมืองพุกามอีกหนึ่งแห่งที่อย่าจะแนะนำเพื่อนๆนักท่องเที่ยวกันวันนี้ เป็น  เป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในเมืองพุกามครับ ชื่อ “เจดีย์สัพพัญญู หรือ วัดถัดบินยู” (Thatbyinnyu Pagoda)

การเดินทางมาเมืองพุกามนั้น ที่นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดครับ




เจดีย์สัพพัญญู หรือ วัดถัดบินยู ความสูงสมคำล่ำลือ...!

เจดีย์สัพพัญญู  นับว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในเมืองพุกามครับ โดยมีความสูงอยู่ที่ ประมาณ 61 เมตร ด้วยศิลปะแบบปาละของอินเดีย ถือเป็นแม่แบบของสถาปัตยกรรมพม่ากันเลยครับ  ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถัดจาก วัดอนันดา นั่นเองครับ

ความเป็นมายาวนาน กลางศตวรรษที่ 12 

ถ้าเล่าถึงความเป็นมาของเจดีย์แห่งนี้นั้น พระเจ้าอลองสิทธูทรงท่านสร้างวัดนี้ขึ้น ในกลางศตวรรษที่ 12 ครับ (มองดูแล้วจริงๆก็คล้ายกับวัดอนันดา)  ตัววิหารชั้นบนสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ด้านในวิหาร “กลวง” ซ้อนอยู่ บนวิหารชั้นล่างที่มีขนาดใหญ่กว่า นับเป็นเอกลักษณ์ ของวัดพม่าโดยเฉพาะครับ ต่างจากวัดมอญที่นิยมสร้างเป็นวิหารชั้นเดียว ถ้าจะเอาแบบเล่าเข้าใจง่ายๆหน่อย เจดีย์สัพพัญญูแห่งนี้นั้น แบ่งลักษณะของเจดีย์ออกเป็นระดับ จำนวน 5 ชั้นด้วยกันครับ 

ชั้นบนเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน องค์พระหันหน้าไปทางทิศตะวันออก วิหารแต่ละชั้นมีหน้าต่างสองแถวซ้อนกัน ทำเป็นซุ้มจระนำ ภายในจึงสว่าง และมีลมพัดผ่าน เข้ามาได้  วิหารสองชั้นแรกนั้นเคยเป็นที่พำนักของบรรดาพระภิกษุ  ชั้นสามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชั้นสี่ทำเป็นหอพระไตรปิฏก ส่วนยอดที่ทำเป็นสถูปองค์ปรางค์นั้นใช้เป็นที่บรรจุพระบรสารีริกธาตุครับ 




ถ้าต้องการขึ้นไปชั้นบน ต้องใช้บันไดด้านในขึ้นไปยังลานทักษิณชั้นบนสุด สามชั้นที่รองรับปรางค์ยอดสิงขรและองค์สถูป มองออกไปจะเห็นวัดอนันดาและ ทิวทัศน์อันงดงามตระการตา  ถือว่าเหมาะอย่างยิ่งครับกับการถ่ายรูปทิวทัศน์โดยรวมของเมืองพุกาม เราจึงมักจะพบภาพทิวทัศน์ของเมืองพุกามตามนิตยสารต่างๆ ที่ถ่ายบนลานเจดีย์สัพพิญญูแห่งนี้นั่นเองครับ 


ความสวยงามของเจดีย์ในเมืองพุกามแห่งนี้ยังไม่หมดหรอกครับ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายรอให้เราได้ไปเปิดหูเปิดตาอีเยอะแยะครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเมืองพุกามเท่านั้นที่แนะนำเพื่อนๆให้ลองไปชมกัน 


Learn more »

LIKE US ON FACEBOOK