เที่ยวพม่า...สัมผัสดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยวในพม่า แสดงบทความทั้งหมด

มหัศจรรย์แห่งศรัทธา พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย (Kyaikhtiyo)



พระธาตุอินทร์แขวน มหัศจรรย์แห่งศรัทธา 


รอโอกาสที่จะเขียนสถานที่แห่งนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้จังหวะที่จะเขียนซะที เพราะมัวแต่ไปเขียนบทความอื่นก่อนทุกทีไป แต่เอาเถอะครับ ไหนๆฤกษ์ดี (ไม่รู้เอาอะไรมาวัดว่าดี) ก็ขอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเดินทางหลายท่านได้บอกปากต่อปากว่าสุดยอดจริงๆ มาฝากครับ ที่ต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะ มัน มหัศจรรย์จริงๆครับ เหมาะกับนักแสวงบุญ จะว่างั้นก็ได้

บนยอดเขา Paung Laung เหนือระดับ น้ำทะเล 3,615 ฟุต ที่นี่สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอแห่งความศรัทธาและน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่กำลังพูดถึงนี้ คือ พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย (Kyaikhtiyo) ที่หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันมาบ้างแล้ว   ด้วยลักษณะที่น่าสนใจของพระธาตุที่โดดเด่น เป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนกำลังจะหล่น เป็นการท้าทายแรงดึงดูดของโลกอย่างเหลือเชื่อ

มีตำนานเรื่องเล่าถึงความน่าอัศจรรย์ต่างๆ มากมาย เเละที่เเน่ๆ ได้มีคนลองพิสูจน์กันเเล้วว่า หินสองก้อนนั้นลอยอยู่ ไม่ได้สัมผัสกัน เพราะเคยมีคนมาพิสูจน์ด้วยการนำเส้นด้ายลอดผ่านหินทั้งสองก้อนแต่ก็ยังสามารถผ่านได้ เเละที่เราเห็นเป็นสีทองนั้น ทั้งหมดคือศรัทธาของคนที่มาปิดทองคำเปลวที่องค์พระธาตุทั้งนั้น



สำหรับชาวพม่าเองยกให้ พระธาตุอินทร์แขวน เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และตามความเชื่อล้านนานั้นมีความเชื่อว่า เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีจอ (ปีหมา) ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิตครับ   ความเชื่อของคนพม่า ยังบอกอีกว่าในชีวิตนี้เราควรขึ้นมาไหว้สักการะพระธาตุให้ครบ 3 ครั้ง จึงจะถือว่าได้บุญสูงสุด 



องค์เจดีย์ไจ้ทิโย (Kyaikhtiyo)    ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี โดยมีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาล 

...เล่าว่า.... ฤาษีติสสะผู้หนึ่งได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้มอบให้ไว้เป็นตัวแทนพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ แต่ว่าฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม พอเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขาร โดยมีความตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินที่มีลักษณะเหมือนกับศีรษะ ซึ่งได้มาจากใต้ท้องมหาสมุทร และก็ให้พระอินทร์นำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ "พระธาตุอินทร์แขวน" แต่ชาวพม่าและชาวมอญจะเรียกพระธาตุอินทร์แขวนว่า "ไจก์ทิโย" ซึ่งเป็นภาษามอญ หมายถึง เจดีย์บนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะฤๅษี



ที่นี่ผู้หญิงห้ามเเตะองค์พระธาตุครับ เเละห้ามเข้าไปเขตในรั้วด้วย ต้องฝากเเผ่นทองให้ผู้ชายเข้าไปปิดทองที่องค์พระธาตุ ก่อนที่จะขอสัมผัสมือถ่ายทอดบุญกลับมาให้เราครับ

พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ใน   ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า 
สำหรับเส้นทางการเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวนนั้น เป็นเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับท่านที่จะเดินทางไปเที่ยวพม่าอยู่แล้วครับ  

เริ่มต้นการเดินทางด้วยการมุ่งหน้าไปยังเมืองหงสาวดี หรือที่คนพม่าเรียกว่า พะโค (Bago) ระหว่างทางที่เราไปเมืองพะโคนั้น มีที่เเวะเที่ยวที่สำคัญหลายจุด หลักๆเลยคือ วัดไจ้ปุ้น หรือพระสี่ทิศ จากนั้น ก็เข้าสู่เขตเมืองหงสาวดี ซึ่งในขากลับจากพระธาตอินทร์แขวน เราอาจจะแวะเที่ยว พระราชวังบุเรงนอง (จำลอง) และเจดีย์ชเวมอดอว์ (ShwemawdawPagoda) ที่คนไทยนิยมเรียกว่า พระมหาเจดีย์มุเตา เจดีย์ใหญ่คู่บ้านคู่เมืองที่สูงที่สุดของพม่า

ความอัศจรรย์แห่งศรัทธานี้ยังรอให้เราได้สัทผัส และไม่แน่ว่า ถ้าหากคุณได้มาที่นี่แล้ว เป้าหมายในการมาสักการะพระธาตุอินทร์แขวนสำหรับคุณอาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว



ที่มา : chillpainai.com , oceansmile.com



Learn more »

อินเล สัมผัสบรรยากาศแสนโรแมนติกกลางทะเลสาบ



"อินเล" เป็นทะเลสาบที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ โอบล้อมอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สวยงาม เป็นที่ตั้งของชุมชนกลางน้ำขนาดใหญ่ ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้มานับร้อยๆปี เรียกตัวเองว่า "ชาวอินทา" ไม่ต้องบอกว่าคนที่นี่เขาใช้ชีวิตยังไงก็รู้ครับ อาศัย ทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ในทะเลสาบล้วนๆ

แต่เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้คงจะเป็น การพายเรือด้วยเท้า  เป็นลักษณะเฉพาะตัวของที่โดดเด่นของชาวอินทาเลยก็ว่าได้ 

เข้าสู่ทะเลสาบอันขนาบข้างไปด้วยขุนเขา ท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติก ไปดูอะไร???


วิถีชีวิตของคนที่นี่แหละที่เป็นความน่าสนใจ ลองคิดภาพการใช้ชีวิตในน้ำดูสิ ถ้าอย่างเราๆท่านๆที่อยู่แต่บนบก อะไรก็สะดวกสบายไปหมด มาลองดูการใช้ชีวิตของชาวอินทาที่นี่ เหมือนได้เปิดสมองเรียนรู้อีกครั้งครับ เราจะใช้ชีวิตกับลำน้ำ ทั้งซักผ้า อาบน้ำ ล้างจาน ดูช่างเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายจริง ๆ บางครั้งทำให้คิดไปเองว่า เขาทำได้ยังไง?

สำหรับใครที่กำลังคิดอยู่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า หรือเมียนมาร์ที่เป็นชื่อใหม่แบบสากล ก็เป็นอีกประเทศท่องเที่ยวที่น่าลองสักครั้งครับ



อีกความน่าสนใจบนทะเลสาบแห่งนี้ คือ เกษตรกรรมลอยน้ำ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำธรรมชาติรอบตัวมาใช้ประโยชน์ ซึ่งถ้ามาเที่ยวที่นี่เราจะได้ชมสวนผักลอยน้ำอย่างใกล้ชิดแบบเด็ดชิมกันสดๆ นอกจากนี้ยังมีอาชีพอีกหลากหลายที่ชาวอินทาใช้เลี้ยงชีพ ทั้งการทอผ้าทอใยบัว ทำเครื่องเงิน ทำยาสูบ ซึ่งมวนยาสด ๆ ให้ดูกันชัดๆ ไปเลย

บ้านเรือนของชาวอินทาส่วนใหญ่ เป็นเรือนสองชั้นใต้ถุงสูง ปลูกแบบปักเสาลงในน้ำ แต่ละหลังมีขนาดใหญ่มาก บางหลังก็มุงด้วยจาก โดยจะมีเรือจอดอยู่ใต้ถุนบ้านทุกหลัง เพราะเป็นพาหนะอย่างเดียวที่ใช้สัญจรไปมาในชีวิตประจำวันของชาวอินทา

อินเลกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ World Class Attration ไปแล้ว เพราะมีภูมิประเทศ วิถีชีวิต ความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม แปลกตาไม่เหมือนที่ ใดๆ ในโลกใบนี้หรือแม้แต่ในประเทศพม่าเอง 

การนั่งเรือชมวิถีชาวอินทา กินลมชมบรรยากาศขุนเขาท่ามกลางทะเลสาบไกลสุดลูกหูลูกตา ไฮไลต์ก่อนที่เราจะจากอินเลไปคือการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินทามกลางทะเลสาบพม่า  เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจเกินคุ้ม ถ้าหากคุณได้ไป!!!

อิ่มกับบรรยากาศของทะเลสาบอินเลกันแล้ว ก็อย่าลืมแวะไหว้พระที่เจดีย์ป่าวต่ออูเพื่อเป็นสิริมงคลนะครับ


การเดินทาง

เดินทางจากประเทศไทย จากท่าขี้เหล็กถึงตองจี ใช้การเดินทางจากตองจีไปสู่ทะเลสาบอินเลประมาณ 35 กิโลเมตร ปัจจุบันรัฐบาลพม่าก่อสร้างถนนเชื่อมตองจี-อินเล ไว้พร้อมสรรพ มีโรงแรมระดับ 5 ดาว ไว้รองรับหลายแห่ง มีการจัดเส้น ทางการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวก ด้านการคมนาคม ยานพาหนะ ที่พัก และนำเที่ยว ได้อย่างสะดวกสบาย 

ที่พักในอินเล




Learn more »

เจดีย์ป่าวต่ออู เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลสาบอินเล



ทะเลสาบอินเล ตั้งอยู่ในหุบเขาแห่งรัฐฉาน เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของพม่า การเที่ยวทะเลสาบอินเล นอกจากการชื่นชมกับภูมิประเทศ และธรรมชาติที่บริสุทธิ์แล้ว การสัมผัส วิถีชีวิตของชาวเมือง อย่าง ชาวอินตา ก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งที่ นักท่องเที่ยวประทับใจไปนานแสนนาน 

การเที่ยวชมทะเลสาบอินเลเป็นเรื่องปกติของนักท่องเที่ยว แต่ความน่าสนใจกลางทะเลสาบแห่งนี้ คงเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นั่นก็คือ วิหารที่ตั้งเด่นเป็นสง่าเมื่อยามมองจากทะเลสาบ  “เจดีย์ป่าวต่ออู ( Phaung daw OoPagoda)”


เจดีย์ป่าวต่ออู แห่งนี้ เป็นเจดีย์ที่มีพระพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่จำนวน 5 องค์ 

ในช่วงงานบุญประเพณีในเดือนตุลาคมของทุกปี จะมีการแห่เพียงสี่องค์เท่านั้น พระพุทธรูป ทั้ง5 นี้   พระเจ้าอลองสิทธู ทรงนำกลับมาจากแหลมมลายู ในศตวรรษที่ 12 และโปรดให้นำไปไว้ยังถ้ำใกล้ทะเลสาบ จนอีกร้อยปี ให้หลัง ได้มีคนไปพบเข้า และได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในเจดีย์ป่าวต่ออูแห่งนี้  จากนั้นมีผู้เลื่อมใสศรัทธา หลั่งไหลมาปิดทององค์พระกันไม่ขาดสาย ยิ่งทองหนาขึ้น องค์พระยิ่งดูเหมือนลูกบอลทองคำลูกกลมๆเข้าไปทุกที ช่วงงานบุญประเพณีป่าวต่ออู จะมีการอัญเชิญ พระพุทธรูปขึ้นเรือหลวงแห่ไปตามชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในละแวกทะเลสาบ 10 แห่ง เป็นเวลาสองสัปดาห์เต็ม หัวเรือทำเป็นรูปนกการเวกปิดทองอย่างสวยงาม ดูคล้ายงานพระราชพิธีในสมัยโบราณมาก การที่อัญเชิญพระพุทธรูปออกมาเพียง 4 องค์ นั้น มีตำนานเล่าสืบกันมาว่า แต่เดิมนั้น ชาวบ้านอัญเชิญ พระพุทธรูปออกมาแห่ทั้ง 5 องค์ แต่ในปี พ.ศ.1965 เกิดพายุใหญ่ ทำให้เรือพลิกคว่ำ จมลงก้นทะเลสาบชาวบ้านช่วยกันงมพระพุทธรูปขึ้นมา แต่ก็พบเพียงสี่องค์เท่านั้น

เมื่อครั้นนำพระพุทธรูปทั้งสี่กลับมาที่วัด กลับพบพระพุทธรูปองค์ที่ 5 ซึ่งงมเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ตั้งรออยู่ในสภาพที่ยังมีเศษวัชพืชติดอยู่เต็มองค์ เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก

นับแต่นั้นมาจึงไม่มีการอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกไปไหนเลย ส่วนตำแหน่งที่เรือพลิกคว่ำ ในปัจจุบันได้สร้างเสาปักเอาไว้เป็นที่หมาย หัวเสา ทำเป็นรูป ฮิ่นตา (หงส์)


ทุกปีในเดือนตุลาคม ในช่วงออกพรรษา จะมีงานยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวอินทา ในทะเลสาบอินเล นั่นคือ จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูป ลงเรือการเวก ซึ่งเป็นนกในตำนานของชาวพม่า แล้วแห่ไปรอบๆทะเลสาบ โดยมีเรือร่วมในริ้วขบวนที่สวยงามนับร้อยลำ รวมถึงการพายเรือด้วยเท้าลำละหลายสิบคน ขบวนแห่จะมีราว 15 วัน ไปตามวัดต่างๆ 15 แห่งรอบๆทะเลสาบ เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้



กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดของชาวอินตา และผู้คนในรัฐฉาน … เป็นความใฝ่ฝันของพวกหนุ่มๆ ที่จะได้มีโอกาสอาสาลงเรือพายด้วยเท้าในขบวน หรือเข้าร่วมการแข่งขันพายเรือระหว่างหมู่บ้าน อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิตลูกผู้ชาย เพราะนั่นจะหมายถึงการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ และเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ทุกวัดในหมู่บ้านที่ขบวนเรือไปจอดพัก ชาวบ้านจะจัดมหรสพสมโภชอย่างเอิกเกริก มีคนพม่าและชาวต่างชาติหลั่งไหลมาชมพิธี มากมายในแต่ละปี

ด้วยวิถีชีวิตบนทะเลสาบที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก  การเดินทางท่องเที่ยวทะเลสาบอินเลจึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่กระหายการท่องเที่ยว ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในรัฐฉาน  ประเทศเมียนมาร์ (พม่า)ที่น่าจดจำ



ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  sprtour.com
Learn more »

วิหารชเวนันดอร์ หนึ่งเดียวที่เหลือลอด



ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เราต่างรู้ดีว่า เมืองมัณฑะเลย์เป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของพม่า สถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายแหล่ ในเมืองมัณฑะเลย์ ได้ถูกเผาทำลายไปพร้อมกับไฟสงคราม วิหารเก่าแก่ที่ยังเหลืออยู่ในมัณฑะเลย์เพียงหนึ่งเดียว เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่สมัยพระเจ้ามินดง นั่นคือ  วิหารชเวนันดอร์  (Shwenandaw) วิหารที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง อย่างอลังกาลงานสร้าง  เป็นวิหารไม้สัก เพียงหลังเดียวของพระเจ้ามินดงที่รอดจากการเผาทําลายในช่วงสงครามโลก 

งานไม้แกะสลักที่สวยงาม  ประดับตกแต่งด้วยไม้แกะสลักที่เป็นรูปเทวดาต่างๆ วิจิตรงดงาม  มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี และที่นี่ เคยเป็นที่ประทับนั่งสมาธิของพระเจ้ามินดง

ยิ่งเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ยิ่งทำให้ที่นี่น่าสนใจ  ความอลังการ ความงดงาม และความวิจิตรตระการตา จะปรากฏให้เห็นต่อสายตาผู้มาเยือน



"พระเจ้ามินดง" กษัตริย์ผู้ทรงสร้างที่นี่ มักจะมาปฏิบัติธรรม นั่งบำเพ็ญสมาธิ และสุดท้ายก็สิ้นพระชนม์ภายในพระตำหนักหลังนี้เช่นเดียวกัน


วิหารชเวนันดอร์ ในอดีตนั้นเคยเป็นวัดชเวนันดอร์มาก่อน ซึ่งปัจจุบันตั้งในเขตพระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นสิ่งปลูกสร้างยุคสมัยของพระเจ้ามินดงเพียงหลังเดียวที่ยังเหลือรอด

หลังจากที่พระเจ้ามินดง สิ้นพระชนม์ลงที่อารามแห่งนี้ พระเจ้าตี่ป่อก็โปรด ให้ย้ายวัดชเวนันดอร์ออกมาไว้ยังที่ตั้งในปัจจุบันซึ่งอยู่ในเขตของพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งนับว่าเป็นการดี เพราะต่อมาพระราชวังมัณฑะเลย์ก็ถูกทำลายลงในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่วิหารชเวนันดอร์ไม่ถูกทำลายและยังหลงเหลือความงดงาม วิจิตรการตาให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม


เดิมพระเจ้าตี่ป่อทรงใช้อารามนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมส่วนพระองค์ ภายหลังจึงได้ถวายให้เป้นเสนาสนะสงฆ์ และได้จัดงานฉลองครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปี ค.ศ. 1979 

ในสมัยก่อนวิหารแห่งนี้เคยหุ้มด้วยทองประดับกระจกสีทั้งภายในและภายนอก แต่เวลานี้ทองได้หลุดลอกออกหมด ที่ยังเหลือให้เห็นอยู่บ้างจะเป็นบริเวณเพดานเท่านั้น และด้านในของตัววิหารยังมีพระแท่นของพระเจ้าตี่ป่อกับบัลลังก์ที่ย่อส่วนจำลองมาจากของจริงนั้นเก็บรักษาเอาไว้ภายในพระอารามด้วย

ปัจจุบันวิหารชเวนันดอร์ได้ชื่อว่ามีงานไม้ฝีมือวิจิตรประณีตมาก


บาดแผลจาก "สงคราม" ทำลายสิ่งทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ชนิดไม่อาจเรียกคืนได้

ความทรงจำแห่ง "มัณฑะเลย์" ยังสวยงามเสมอ ถึงจะเหลือเพียวเศษซาก

จะสวยงามแค่ไหนคงตอบไม่ได้  เท่ากับเราได้ไปสัมผัสเองอย่างใกล้ชิด ที่ปลายทางมัณทะเลย์  ประเทศเมียนมาร์ (พม่า)


ที่มา  moohin.in.th/trips/myanmar


Learn more »

เจดีย์มิงกุน ความใหญ่โตที่สร้างไม่เสร็จ



อีกหนึ่งความใหญ่โตอลังกาลงานสร้างในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ คงเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกเสียจาก เจดีย์ที่มีนามว่า “มิงกุน”  ความใหญ่โตนี้สร้างไม่เสร็จหรอกครับ  แต่ทั้งหมดเหลือไว้แค่เพียงหลักฐานและร่องรอยแห่งความทะเยอะทะยานของพระเจ้าปดุง  และเหลือเพียงเศษซากไว้ให้เราได้ชมกัน

ที่ท่าเรือหมู่บ้านมิงกุน เมื่อขึ้นฝั่ง เราจะพบโบราณสถานจุดแรกที่มีชื่อว่า เจดีย์เซตตอยา ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำหลังบนหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวย่างสู่ดินแดนที่พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดและสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ




เศษซากเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างไม่เสร็จ มีสิงห์คู่ประดับอยู่ด้านหน้า ภายในวิหารมีพระพุทธรูปขนาดเล็กประดิษฐานอยู่ มองเห็นพุทธศาสนิกชนแวะเวียนเข้าไปกราบไหว้บูชา ขอพรจากองค์พระอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งจะมีพระสงฆ์คอยสวดมนต์อยู่ภายในวิหาร



เหตุผลที่สร้างไม่เสร็จ

หลังจากที่พระเจ้าปดุงได้เคลื่อนทัพไปตียะไข่ แล้วสามารถชะลอพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จ จึงทรงฮึกเหิมและมั่นพระทัยว่า พระองค์ทรงมีฤทธานุภาพเหนือมหาราชทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ของพม่า

พระองค์จึงต้องการที่จะกระทำการใหญ่ขึ้นและยากขึ้น ด้วยการทำสงครามแผ่พระบารมีไปรอบด้าน และกรีธาทัพมาตีกรุงรัตนโกสินทร์ที่เพิ่งจะสถาปนาได้ไม่นานถึง 2 ครั้ง คือ สงคราม 9 ทัพและการศึกท่าดินแดง แต่ต้องพ่ายแพ้กลับไป

ในขณะเดียวกันก็ทรงเกณฑ์แรงงานทาสจำนวนมากเพื่อมาสร้าง “เจดีย์มิงกุน” เพื่อประดิษฐาน “พระทันตธาตุ” ที่ได้มาจากพระเจ้ากรุงจีน โดยทรงมุ่งหวังให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ามหาเจดีย์ในพุกาม และใหญ่โตโอฬารกว่า “พระปฐมเจดีย์” ในสยามประเทศ ซึ่งในเวลานั้น ถือว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ

เกิดแรงกดดัน ส่งผลให้ข้าทาสชาวยะไข่ หรือชาวอาระกัน จำนานห้าหมื่นคนหลบหนีการกดขี่แรงงานไปอยู่ในเขตเบงกอล ซึ่งเป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ แล้วซ้องสุมกำลังเป็นกองโจร ลอบโจมตีกองทัพพม่าอยู่เนืองๆ โดยพม่ากล่าวหาว่าอังกฤษหนุนหลัง กลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษในเวลาต่อมา และทำให้พม่าเสียเมืองในที่สุด

งานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปีเท่านั้น พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคตหลังจากที่ทรงพ่ายแพ้ไทยในศึก 9 ทัพ

ส่วนมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่ตามความมุ่งหวังของพระองค์จึงเสร็จเพียงแค่ฐาน ถึงกระนั้นก็ยังสูงถึง 50 เมตร
ส่วนรอยแตกร้าวที่ฐาน เกิดจากเหตุแผ่นดินไหวในปี พ.ศ. 2381

หากพระเจดีย์สร้างเสร็จตามแผน คงจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่อลังการที่สุดและสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 152 เมตร ก็เป็นได้

ที่มา : oknation.net/blog/supawan



ที่เจดีย์มิงกุน (Mingun Paya) มีจุดท่องเที่ยวหลักๆให้ชมอยู่ 3 ที่ครับ คือ ตัวเจดีย์มิงกุนเอง ,ระฆังมิงกุน และเจดีย์ชินพิวเม (เมี๊ยะเต็งดาน)

ระฆังมิงกุน


เดินจากเจดีย์มิงกุนไปไม่ไกลนัก  ระหว่างทางจะผ่านร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่เรียงราย เป็นที่ตั้ง “ระฆังมิงกุน”  เป็นความตั้งใจที่พระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้าง เพื่ออุทิศถวายแก่เจดีย์มิงกุน ระฆังจึงมีขนาดที่คู่ควรกัน 





ระฆังมิงกุนมีเส้นรอบวงถึง 10 เมตร สูง 3.70 เมตร น้ำหนัก 87 ตัน …
เล่า..กันว่า..พระเจ้าปดุงไม่ทรงต้องการให้มีใครสร้างระฆังเลียนแบบตน จึงรับสั่งให้ประหารนายช่างทันทีที่สร้างเสร็จ

ปัจจุบันระฆังใบนี้ถือว่าเป็นระฆังยักษ์ที่เล็กกว่าระฆังแห่งพระราชวังเคลมลินในกรุงมอสโคเพียงใบเดียว แต่ระฆังเคลมลินนั้นแตกร้าวไปแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก … ส่วนระฆังมิงกุนจึงเป็นระฆังยักษ์ที่สามารถส่งเสียงก้องกังวานได้จริงๆที่เหลืออยู่บนโลก

เจดีย์ชินพิวเม (เมี๊ยะเต็งดาน)


ถ้าเราเดินไปอีกนิด ไม่ไกลจากระฆังมิงกุน จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่ได้ชื่อว่าสวยมากแห่งหนึ่ง  ได้รับสมญานามว่า “ทัชมาฮาล แห่งลุ่มน้ำเอยาวดี”  นั่นคือ เจดีย์ชินพิวเม หรือเมี๊ยะเต็งดาน





เจดีย์ชินพิวเม  สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาของพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร

สาระสำคัญอยู่ที่ เจดีย์องค์นี้เป็นพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยหลักภูมิจักรวาล ก็คือ มีองค์พระเจดีย์อยู่ตรงกลาง ณ ยอดเขาพระสุเมรุ ที่เชื่อกันว่าเป็นแกนกลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ






มิงกุนเหลือเพียงซากกองอิฐอันยิ่งใหญ่มโหฬาร ไว้ให้ชื่นชม แม้ว่าจะสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่เจดีย์แห่งนี้ก็กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปโดยปริยาย  นักท่องเที่ยวสามารถชมความยิ่งใหญ่ของเจดีย์แห่งนี้ได้เมื่อเดินทางท่องเที่ยวโดยเรือบนแม่น้ำอิระวดี เมืองมัณฑะเลย์   


Learn more »

วัดกุโสดอร์ ในเมืองมัณฑะเลย์

วัดกุโสดอร์  (Kuthodaw Pagoda)




สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองมัณฑะเลย์ อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่เมื่อมาเยือนที่เมืองนี้ ครับ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากให้เพื่อนๆได้ไปชมกันนั้น เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญมากอีกแห่งหนึ่งในมัณฑะเลย์ที่พระเจ้ามินดงทรงสร้างขึ้นนั่นเองครับ นั่นก็คือ “วัดกุโสดอร์ ”  เป็นวัดที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างเมืองในปี พ.ศ. 2400 

ที่นี่เป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 ครับ พระเจ้ามินดง ทรงให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อน 729 แผ่น ถือเป็นพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี และได้นำมาประดิษฐานในมณฑป อยู่รอบ “พระเจดีย์มหาโลกมารชิน” มีความสูง 30 เมตร ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกามนั่นเองครับ



ก่อนจะเข้าวัดจะมีสาวน้อยสาวใหญ่แปะแป้งทาหน้า ที่เรียกว่า “ทานาคา” มาขายดอกไม้พวงมาลัย เพื่อให้เราเข้าไปนมัสการสิ่งศักดิสิทธิ์ข้างในวัด ด้านใน เมื่อเดินตรงเข้ามาจะเจอพระเจดีย์มหาโลกมารชิน ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกามอย่างที่บอกไปตอนแรกครับ สวยงามจริงๆ   ด้วยความสีทองขององค์เจดีย์ที่เปล่งประกาย น่าประทับใจมาก

บรรยากาศของบริเวณวัดร่มรื่นด้วยต้นพิกุลมากมายเรียงรายกันอยู่โดยรอบ  ในจำนวนนี้จะมีอยู่ต้นหนึ่งที่อายุเก่าแก่ที่สุดกว่า 250 ปีขนาดลำต้นใหญ่ประมาณ 10 คนโอบ กิ่งก้านสาขาก็ยื่นสยายร่มเงา จนต้องมีเสาค้ำไว้เป็นระยะๆ หากเดินเข้าไปจนสุดด้านในจะได้พบเจดีย์ที่จำลองแบบมาจากเจดีย์ชเวชิกองในพุกามและยังมีแบบจำลองผังของวัดให้ชมด้วย

เชื่อมั้ยครับว่า พม่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆอีกมากมายรอให้เราได้ไปสัมผัสอีกเยอะ



ไปเที่ยวพม่ากันครับ


Learn more »

มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill)



ถ้ามามัณฑะเลย์ ต้องมา มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill) ครับ สำหรับเนื้อหาการท่องเที่ยวพม่า เมืองมัณฑะเลย์นี้ เราขอนำเพื่อนๆไปชมทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองมัณฑะเลย์ บนยอดมัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill) ครับ

เพื่อไม่ให้ใครเขาว่าได้ ว่ามาไม่ถึงมัณฑะเลย์ ถ่ายรูป มัณฑะเลย์ฮิลล์ ไว้เป็นหลักฐานสักรูปก็คงไม่ผิดครับ

มัณฑะเลย์ฮิลล์ ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ครับ มีความสูง 236 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สวยงามและมีปูชนียสถานสำคัญๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน ทั้งธรรมชาติ การชมทิวทัศน์อันสวยงามที่สุด และสามรถมองเห็นเมืองมัณฑะเลย์ ได้เกือบทั้งหมด เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างพากันแวะเวียนมาสัมผัส เที่ยวชมตลอดเวลา

ภายในมีปูชนียสถานสำคัญๆ อย่างเช่น วิหารบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพระบรมธาตุที่ขุดพบที่แคว้นคันธารราษฎร์ ในประเทศอินเดีย  เมื่อเเดินขึ้นไปเกือบถึงยอดเขา จะเห็นพระพุทธรูป “ชเวยัตดอร์” ประทับยืนขนาดใหญ่ปิดทองทั้งสององค์ ทางพม่าเรียกว่า “ปางพยากรณ์”ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าดินแดนนี้เจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา และจุดสำคัญเลยก็คือ บนยอดเขามัณฑะเลย์ มีวิหาร “ซูตองพญา” รูปทรงคล้ายมณฑปครอบพระมหามัยมุนี ภายใต้วิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสป และพระสมณโคดม รอบวิหารมีระเบียงสำหรับชมทัศนียภาพเมืองมัณฑะเลย์ และสามารถมองเห็นแม่น้ำอิระวดี พระบรมมหาราชวัง วัดกุโสดอว์ ด้วย




สำหรับเพื่อนๆที่จะเดินทางไปมัณฑะเลย์ฮิลล์นั้น มัณฑะเลย์ฮิลล์ ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ ครับ ปากทางขึ้นมีรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่สองตัว และหากว่าท่านไม่อยากเดินขึ้นบันได 7,292 ขั้น ก็สามารถนั่งรถสองแถวขึ้นได้ เพราะที่นี่เขามีบริการรถสองแถวสามารถขึ้นถึงบนยอดมัณฑะเลย์ได้ ซึ่งท่ารถอยู่เชิงเขาทางขึ้นและมีบริการรับส่งตลอดเวลาเลย แต่จะไม่ผ่านจุดชมที่หนึ่งและจุดชมที่สอง นักท่องเที่ยวบางคนจึงใช้วิธีขึ้นรถไปจนถึงจุดชมวิวบนยอดเขา และขากลับก็เดินลงทางบันไดเอานั่นเองครับ


เมืองมัณฑะเลย์ ไม่ได้มีแค่ มัณฑะเลย์ฮิลล์ที่สวยงามเท่านั้นนะครับ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อย่างเช่น พระมหามัยมุนี, วิหารชเวนันดอร์, พระราชวังมัณฑะเลย์, วัดมหากันดายงค์, วัดกุโสดอร์, สะพานไม้อูเบ่ง ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและเก่าแก่ของเมืองมัณฑะเลย์เลยก็ว่าได้ และสถานที่ท่องเที่ยวแต่ล่ะที่ก็อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่เลย


Learn more »

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังแห่งสุดท้ายของมัณฑะเลย์



ไฮไลด์ของการท่องเที่ยวมัณฑะเลย์ คงเป็นที่ไหนไม่ได้นอกเสียจาก  พระราชวังเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอย่าง  “พระราชวังมัณฑะเลย์” นั่นเองครับ

บรรยากาศความขลังของที่นี่ จากภาพถ่ายนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน ทำให้ที่นี่น่าสนใจและน่ามาเยือนดูสักครั้ง

ด้วยความอยากรู้ เลยลองค้นๆหาข้อมูลประวัติความเป็นมาของที่นี่ดู จึงได้รู้ว่าที่นี่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

พระราชวังมัณฑะเลย์ ถูกก่อสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้ามินดง หลังการย้ายเมืองหลวงจากอมระปุระมายังมัณฑะเลย์ เพื่อหนีทหารของจักรวรรดิอังกฤษ ระหว่างสงครามพม่า-อังกฤษครับ

ตามความเชื่อเล่าว่า เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง (ซึ่งก็ดูเหมือนจะจริง) ได้ชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียเลยก็ว่าได้ มีคูน้ำรอบพระราชวังและประตูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพระราชวังแห่งสุดท้ายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองด้วย

ในประวัติศาสตร์พม่า เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองพม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางอังกฤษคิดว่าพระราชวังแห่งนี้เป็นแหล่งซ่องสุมของทหารญี่ปุ่น จึงได้ทำลายพระราชวังนี้ ด้วยการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน พระราชวังตกอยู่ในความเสียหายมาโดยตลอด จนปัจจุบัน และได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลพม่า โดยการลอกแบบโครงสร้างเดิม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง มัณฑะเลย์ ที่น่าไปเยือน

เมื่อขึ้นไปข้างบนสุดของ พระราชวังมัณฑะเลย์  เราจะเห็นวิวสวยๆ จากบนตัวพระราชวัง และที่น่าทึ่งไปกว่านั้น เป็นต้นไม้ครับทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ดูร่มรื่นสบายหูสบายตาขึ้นมาทันที คงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์แบบมากๆครับ

พระราชวังมัณฑะเลย์ที่บูรณะขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ในเขตป้อมมัณฑะเลย์ของทางกองทัพครับ ภายในมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์ของเมืองมัณฑะเลย์ มีสุสานที่ฝังพระศพของพระเจ้ามินดงในเขตพระราชวังด้วย การเข้าชมต้องซื้อบัตรผ่านและต้องได้รับอนุญาตจากทหารก่อนครับ

การเข้าชมพระราชวังแห่งนี้ สามารถเข้าได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย รถทัศนาจรต้องเข้า - ออกทางด้านทิศตะวันออกเท่านั้นครับ อนุญาตให้ชมได้เฉพาะส่วนของหมู่มหามณเฑียร ส่วนอื่นไม่อนุญาติให้เข้าชมและห้ามถ่ายรูป เพราะเป็นที่ตั้งของทหาร มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดครับ

จบไปแล้วครับกับ พระราชวังแห่งสุดท้ายของมัณฑะเลย์ ที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่ง ที่อยากแนะนำเมื่อมาเที่ยวที่เมียนมาร์ครับ

มาเที่ยวพระราชวังมัณฑะเลย์แล้ว แนะนำให้เที่ยวต่อที่ “มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hill)” ครับ เล่ากันว่า ใครที่มาเมืองนี้ไม่ขึ้นมาบนนี้เค้าว่าเหมือนยังมาไม่ถึงมัณฑะเลย์นะครับ






ขอบคุณข้อมูลดีๆจากเว็บ pantip.com โดย 1twenty2  ที่เที่ยว: มัณฑะเลย์….พม่า เมืองน่ารัก คนยิ่งน่าฮัก(กว่า)


Learn more »

สะพานไม้สักอูเบ่ง (U-Bein Bridge)



เมื่อมาเที่ยวเมืองมัณฑะเลย์ ไม่ว่าจะมาเที่ยวด้วยตัวเองหรือมากับทัวร์ “สะพานไม้สักอูเบ่ง (U-Bein Bridge)” ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครๆหลายคนต้องมาเก็บภาพกันอย่างแน่นอนครับ

ความน่าสนใจของ สะพานไม้สักอูเบ่ง แห่งนี้อยู่ที่ตัวสะพานที่ทำจากไม่สักทั้งหมดครับ เป็นไม่สักที่ขนย้ายมาจากเมืองอินน์วะซึ่งเป็นราชธานีเก่าของพม่า ใช้เสาไม้สักถึง 1,208 ต้น และมีอายุกว่า 200 ปี (ไม่ใช่จะ 220 แล้วเหรอครับถ้าถึงตอนนี้) เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดของประเทศพม่า สร้างโดยเสนาบดีของพระเจ้าโบ่ต่อพญาชื่อว่าอูเบ่งนั่นเองครับ  




สะพานไม้สักอูเบ่ง ตั้งอยู่ที่เมืองอมรปุระ สะพานนี้ทอดยาวข้ามทะเลสาบต่าวตะหมั่น (TOUNGTHAMON) เป็นระยะทาง 1.4  กิโลเมตร ทอดข้ามไปสู่เจดีย์เจ๊าต่อจี  


 “
ทะเลสาบตองตามัน( Taungthaman Lake ) แห่ง เมือง อมรปุระ (Amarapura) สหภาพเมียนมาร์

ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ 1.5 กม.  บนถนนที่ตัดไปเมืองหย่าวน์อู สร้างขึ้นเมื่อปี 1211 ตามบัญชา พระเจ้านันต่าว-มยา ตามบันทึกพงศาวดารฉบับหอแก้ว กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นโอรสในพระเจ้านรปติสิทธู ซึ่งเกิดแต่นางห้ามผู้หนึ่ง และได้รับเลือกเป็นรัชทายาท หลังทำการเสี่ยงทายตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์พระองค์ใหม่กับพระอนุชาทั้งสี่ได้จัดตั้งสภาเสนาบดีขึ้นบริหาร ราชการแผ่นดิน เรียกว่า สภาลู้ตต่อ และใช้เป็นชื่อรัฐสภาพม่าสืบมาจนถึงทุกวันนี้
”



ปัจจุบันนี้สะพานไม้สักอูเบ็งนี้ยังใช้เดินทางข้ามทะเลสาปได้เป็นอย่างดี ไม่ต่างจากเมื่อสองร้อยปีก่อน แต่ละช่วงของสะพานอูเบ็งจะมีศาลาเป็นช่วงๆ ครับ เพื่อใช้หลบร้อนและนั่งพักผ่อน พลาดไม่ได้เลยหากมาเที่ยวพม่าต้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกครับ ที่นี่จะมีวัดอยู่ใกล้ๆตัวสะพาน เมื่อเดินผ่านสะพานเข้าไปจะเห็นชาวบ้านมานั่งตกปลา หาปลากันตามริมแม่น้ำ นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเยี่ยมชมในช่วงเย็นๆเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินครับ บรรยากาศและวิวสวยๆ ต้องมาสัมผัสเองครับ




Learn more »

LIKE US ON FACEBOOK